09 Sep2020September 30, 2020
Post
เด็กทารก กับการ สะอึก

เด็กทารก กับการ สะอึก

         เมื่อเจ้าตัวเล็กของคุณต้องเจอกับอาการสะอึกอยู่บ่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนที่คุณต้องหันมาใส่ใจกับอาการของเขามากขึ้นแล้ว ซึ่งวันนี้เราจะมาขยายอาการสะอึกของเขาให้คุณได้รู้ลึกรู้จริงกันว่าเกิดจากอะไร มีอันตรายหรือไม่ และจะสามารถช่วยเขาแก้ไขอาการแสนน่ารำคาญนี้ไปได้อย่างไร อย่ารอช้ามาหาวิธีรับมือกับอาการสะอึกของเจ้าตัวเล็กไปพร้อมกันเลยดีกว่า        ส่วนใหญ่อาการสะอึกจะเกิดขึ้นตอนไหน?          สำหรับอาการนี้จริง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่สำหรับเด็ก ๆ ทารกส่วนใหญ่นั้นมักจะเกิดหลังอิ่มนม เพราะเกิดการขยายขึ้นของกระเพาะจนทำให้มีแรงดันไปดันที่กระบังลม ที่อยู่ระหว่างปอดกับช่องท้อง ทำให้กระบังลมเกิดการหดตัวอย่างรวดเร็ว และนี่คือสาเหตุที่ทำให้เจ้าตัวเล็กเกิดอาการสะอึกขึ้นมานั่นเอง        อันตรายของการสะอึก          ถ้าจะพูดถึงโดยทั่วไปแล้วนั้นการสะอึกไม่มีอันตรายกับเด็ก และถือว่าเป็นเรื่องปกติเลยก็ว่าได้ ซึ่งเมื่ออายุประมาณ 4-5 เดือนอาการสะอึกของเขาก็จะค่อย ๆ ลดน้อยหายไป และอาจไม่เกิดขึ้นบ่อย ๆ แล้วอีกด้วยเพราะกระบังลมของเขาเริ่มทำงานได้ดีและแข็งแรงขึ้นนั่นเอง          แต่ถ้าเขาสะอึกต่อเนื่องยาวนานจนเห็นได้ชัดเลยว่ามีความผิดปกติ และยังอาจมีอาการของการอาเจียนร่วมด้วยเป็นแบบนี้ต้องรีบพาเขาไปหาหมอในไวเพราะอาจเป็นอาการของโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ไ้ด้นั่นเอง          ซึ่งการรักษาอาการเหล่านี้แน่นอนว่าก่อนอื่นคุณหมอต้องถามประวัติต่าง ๆ ของเด็กก่อน และส่วนใหญ่จะลงท้ายด้วยการจัดยาคลายเครียด และยาเหล่านี้จะเข้าไปทำการเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะ หรือในบางกรณีคุณหมออาจให้เป็นยาขับลมมา ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไรก็ถือว่าขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณหมอนั่นเอง        อยากช่วยลูกแก้อาการสะอึกทำอย่างไร 1. การอุ้มเรอ ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ควรทำทุกครั้งหลังลูกกินนมอิ่ม วิธีการไม่ยุ่งยากเพียงคุณอุ้มลูกขึ้นมานั่งตรง ให้เขาพิงกับอกของคุณก็ได้ จากนั้นใช้มือหนึ่งประคองอกส่วนอีกมือหนึ่งตบหลังหรือูบหลังเป็นวงกลมเบา ๆ จากนั้นเขาก็จะเรอออกมา แต่ถ้าลูกไม่เรอลองจับขาเขางอขึ้นไปที่อก วิธีนี้ก็มีส่วนช่วยขับลมได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน 2. ให้เขาดูดนมแม่ ครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่ออิ่ม แต่เป็นการทำเพื่อช่วยลูกให้กลับมาหายใจได้อย่างถูกต้องและลดอาการสะอึกลงนั่นเอง...

12 Aug2020August 18, 2020
Post
กำเดาไหล ในเด็ก กำลังบอกอะไรคุณ

กำเดาไหล ในเด็ก กำลังบอกอะไรคุณ

อาการ เลือดกำเดาไหล อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อยู่บ้างและไม่ได้มีอันตรายมากนัก แต่ถ้าอาการนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ กับลูกน้อยของคุณมันอาจเป็นสัญญาณสุขภาพบางอย่างจากเขาก็เป็นได้ ถ้าอย่างนั้นเราลองมารู้สาเหตุและสัญญาณต่าง ๆ ของอาการเลือดกำเดาไหลในเด็กกันหน่อยดีกว่า จะได้ลองเอาไปสังเกตลูกและดูแลเขาได้อย่างทันท่วงที สาเหตุหลัก ๆ ของเลือดกำเดาไหล เด็กเล็กมักจะเกิดอาการเลือดกำเดาไหลกันอยู่บ่อย ๆ ซึ่งมักจะมีอาการนี้ในช่วงที่อากาศแห้งหรือในช่วงหน้าหนาว อากาศหนาวกว่าปกตินั่นเอง หรือแม้แต่วันที่ร้อนจัดก็สามารถทำให้เลือดกำเดาไหลได้เช่นกัน โดยเลือดกำเดาจะไหลออกมาแบบไม่รุนแรง สามารถที่จะหยุดเองได้ในช่วงเวลาประมาณ 10-15 นาที และที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าเขามีเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตกนั่นเอง สาเหตุอื่น ๆ นอกจากเรื่องของอากาศที่ทำให้เลือดกำเดาไหลนั่นก็คือร่างกายของเด็ก ๆ อาจขาดวิตามินซีหรือได้รับอุบัติเหตุกระทบกระเทือนในบริเวณโพรงจมูก และสุดท้ายถ้าเกิดขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุนั่นอาจบ่งบอกถึงความผิดปกติทางร่างกายของเขาก็เป็นได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องสังเกตความถี่ในการเกิดอาการเลือดกำเดาไหลของลูกกันเอาไว้ให้ดี อาการเลือดกำเดาไหลแบบที่ต้องรีบไปหาหมอ แม้จะบอกว่ามันเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ แต่หากลูกของคุณเกิดเลือดกำเดาไหลในข่ายแบบที่เรากำลังจะบอกวิธีที่ควรทำที่สุดก็คือการรีบพาเขาไปพบแพทย์นั่นเอง ลูกของคุณอาจมีอาการเลือดกำเดาไหลบ่อย ๆ และนานกว่าปกติคือนานกว่าช่วง 10-15 นาที และผิวหนังที่เลือดออกนั้นมีอาการของความผิดปกติอย่างเช่น จ้ำเขียว จุดแดง จุดเลือด ร่วมอยู่ด้วย ต่อมาลูกของคุณอาจมีอาการเลือดออกมาตามไรฟันและลิ้นร่วมด้วยอีกนอกจากแค่อาการของเลือดกำเดาไหล คุณควรลองเข้าไปสังเกตในเรื่องของสีปัสสาวะกันด้วย ถ้าสีเหมือนกับน้ำล้างเนื้อและส่วนของอุจจาระเองก็สีออกดำคล้ายกับบางมะตอยหรือมีมูกเลือดปนด้วยแบบนี้ก็เข้าข่ายอาการที่ควรรีบพาไปพบแพทย์ด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าเมื่อลูกของคุณมีอาการเลือดกำเดาไหลร่วมกับมีไข้นี่ไม่ใช่อาการปกติของภาวะนี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้เมื่อลูกเลือดกำเดาไหลแล้วเกิดาอาการวิงเวียน เหนื่อย หอบ เพลีย มีการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตได้อย่างไม่กระฉับกระเฉงรวมทั้งดูผิวพรรณแล้วมีความซีดลง แบบนี้ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อหาสาเหตุของเลือดกำเดาที่ไหนอย่างแน่ชัด โรคอะไรที่อาจเกิดขึ้นได้จากสัญญาณเหล่านี้ –...

01 Jul2020August 4, 2020
Post
เช็คสัญญาณ ออทิสติกในเด็กเล็ก

เช็คสัญญาณ ออทิสติกในเด็กเล็ก

เรื่องของความผิดปกติทางสมองอาจไม่สามารถรู้ได้ตั้งแต่แรกที่คลอดจึงต้องมีเทคนิคการคอยสังเกตอาการอยู่ โดยในวันนี้เราจะมาพูดกันถึงความผิดปกติทางสมองที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ อย่างโรคออทิสติก ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่พันธุกรรมไม่ได้เกิดมาจากการเลี้ยงดู แต่หากเด็ก ๆ คนไหนเข้าข่ายว่าเป็นออทิสติกแล้วล่ะก็เรื่องของการเลี้ยงดูจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งเสริมให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ วันนี้เราลองมาดูสัญญาณที่คุณควรลองสังเกตเด็ก ๆ ของคุณดูว่าเขามีอาการเหล่านี้หรือไม่เพื่อที่จะได้เตรียมวิธีในการช่วยเหลือและดูแลเขาเอาไว้ได้อย่างทันท่วงทีนั่นเอง หลักการสังเกตเบื้องต้นกับ โรคออทิสติก เด็กออทิสติกมักมีปัญหาในเรื่องของการสื่อสาร อาการผิดปกตินี้จะเริ่มสังเกตได้ในช่วงวัยประมาณ 2 ปีขึ้นไป เด็กในวัยนี้ถ้าพัฒนาการไปตามปกติแล้วนั้นจะเริ่มสื่อสารได้รู้เรื่องขึ้น แต่สำหรับเด็กออทิสติกเขาอาจยังไม่สามารถเริ่มพูดคำที่มีความหมายออกมาได้ ไม่มีอาการตอบสมองเมื่อคุณเรียกชื่อ ไม่ทำตามที่คุณสั่ง และไม่ค่อยจะสบตามองคุณอย่างที่มักจะเห็นเด็ก ๆ ทั่วไปทำกัน ซึ่งยิ่งถ้าเขาเข้าข่ายไม่ยอมพูดเลยรวมทั้งมีภาษาที่เฉพาะตัวในแบบที่เราไม่สามารถเขาใจได้ก็ถือว่าเริ่มเข้าข่ายและควรพาเขาไปพบแพทย์ และยังมีอีกกรณีหนึ่งก็คือเด็กบางคนอาจมีพัฒนาการด้านการพูดเป็นไปตามปกติแต่อยู่ ๆ ในช่วง 1.6 – 2 ปี กลับเริ่มมีพัฒนาการถดถอยเกิดขึ้นมาได้ แต่หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้องเขาจะสามารถสื่อสารได้ดีขึ้นเมื่อโต ไม่ใช่เด็กออทิสติกทุกคนที่จะมีปัญหาด้านการสื่อสารโดยตรง แต่เขาอาจจะมีปัญหาในเรื่องของการพูดที่มีลักษณะผิดปกติไปอย่างเช่น การทวนคำ การใช้คำไม่เหมาะกับบริบทสถานการณ์ พูดซ้ำ ๆ ม่ค่อยคุยโต้ตอบคนอื่น และภาษาการของเขาอาจดูไม่ปกติอีกด้วย เด็กออทิสติกจะมักจะมีปัญหาเรื่องของการเข้าสังคม เช่นกันเมื่อเขาเริ่มเข้าสู่ปีที่ 2 จะเริ่มมีอาการเหล่านี้ให้คุณได้สังเกตกันชัดขึ้น เขาอาจติดคุณพ่อคุณแม่มาก ๆ หรืออาจจะกลายเป็นไม่มีความกลัวคนแปลกหน้าเลย และเมื่อโตขึ้นเรื่อย ๆ เขาจะมีอาการทางสังคมที่ต่างจากเด็กคนอื่น อย่างเช่น ชอบเล่นคนเดียว ไม่สนใจที่จะร่วมสนุกกับเพื่อน...

03 Jun2020June 18, 2020
Post
โรคไข้หวัดในเด็ก โรคง่าย ๆ ที่ไม่อยากให้นิ่งนอนใจ

โรคไข้หวัดในเด็ก โรคง่าย ๆ ที่ไม่อยากให้นิ่งนอนใจ

         การเป็นไข้ เป็นหวัด เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ดูจะเป็นสิ่งที่ทุกเพศทุกวัยคุ้นเคย แต่ถ้าอาการนี้เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ บ่อย ๆ ไม่ดีแน่วันนี้เรามารู้จักกับ โรคไข้หวัดในเด็ก ให้มากขึ้นกัน แล้วพ่วงวิธีป้องกันไปด้วยเลยดีกว่า        โรคนี้มาตอนไหน?       จริง ๆ นี่เป็นโรคฮิตหน้าฝน แต่ก็มีโอกาสแวะเวียนมาหาเด็ก ๆ ของคุณได้ทุกฤดู และอาจมีการต่อยอดกลายเป็นโรคไข้หวัดใหญ่หรือโรคไข้เลือดออกได้ ซึ่งแน่นอนว่าความอันตรายก็เพิ่มขึ้นไปด้วย        แล้วสาเหตุจริง ๆ มาจากไหนกัน?       นี่คืออีกหนึ่งโรคที่เกิดจากไวรัส และอย่างที่รู้กันดีโรคนี้ติดต่อกันได้ แถมง่ายเสียด้วย ไม่ว่าจะจากการไอ จาม หรือน้ำมูก น้ำลาย ก็เป็นตัวนำได้ทั้งนั้น ยิ่งถ้าเด็ก ๆ ของคุณต้องไปโรงเรียน เดินเล่นในห้าง หรือต้องอยู่ในที่อากาศถ่ายเทไม่ดีเท่าไรนักด้วยล่ะก็ ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะติดเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น         โรคนี้ในเด็กจะค่อนข้างมีอาการรุนแรงกว่าในวัยรุ่นและผู้ใหญ่แบบเรา ๆ ดังนั้นกันเอาไว้ดีกว่าแก้เพราะถ้าเด็ก ๆ ต้องมาเจออาการนี้รับรองว่าเขาจะต้องเจ็บเนื้อเมื่อยตัวและรู้สึกแย่มาก ๆ อย่างแน่นอน        ไข้หวัดที่ว่าแบ่งออกได้เป็นแบบไหนบ้าง?          ไข้หวัดแบ่งหลัก ๆ ออกเป็น 2 แบบด้วยกัน          1. ไข้หวัดธรรมดา แบบนี้อาการไม่รุนแรงมาก มีไข้อ่อน ๆ ไอ...

08 Apr2020April 8, 2020
Post
โรคเกลื้อน เกิดจากอะไร ป้องกันอย่างไรได้บ้าง

โรคเกลื้อน เกิดจากอะไร ป้องกันอย่างไรได้บ้าง

            โรคเกลื้อน เป็นหนึ่งในโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในคนทั่วไป ในเด็กๆพบได้ไม่บ่อยมากนักแต่ก็พอพบได้อยู่บ้าง ซึ่งแน่นอนว่าถึงจะเป็นแค่โรคิวหนังก็แต่สามารถทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่สามารถรู้สึกกังวลได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นวันนี้เรามารู้จักโรคนี้ให้มากขึ้นกันจะดีกว่า จะได้ป้องกันดูแลลูกรักกันได้อย่างถูกวิธี โรคเกลื้อน คืออะไร             เกลื้อน(Tinea vericolor) คือโรคเชื้อราชนิดหนึ่งบนผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นคันขึ้นตามผิวหนังโดยเฉพาะผิวในบริเวณที่เหงื่อออกมาก โดยปกติจะพบมากในช่วงวัยรุ่นหรือผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป แต่ในเด็กก็พบได้บ้าง แต่จะเป็นกลุ่มเด็กที่ซุกซน วิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแดดมากๆ เพราะเหงื่อจะออกเยอะ ทำให้เสื้อผ้าอับชื้น เมื่อใส่เสื้อผ้าอับๆเป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดรอยโรคขึ้นมาได้ สาเหตุ             เกิดจากการติดเชื้อรา Malassezia โดยทั่วไปคนเรามีเชื้อชนิดนี้ที่ผิวหนังกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ร้อนชื้นอย่างประเทศไทย เพียงแต่ว่ามันจะไม่ก่อให้เกิดโรคนอกเสียจากจะถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยเร่งบางอย่างจนทำให้มีปริมาณเชื้อรามากกว่าปกติ เช่น เหงื่อออกเยอะ ใส่เสื้อผ้าอับชื้นติดต่อกันเป็นเวลานาน ภูมิคุ้มกันไม่ดีพอ อากาศร้อนชื้น             คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าโรคนี้เกิดจากการสุขอนามัยไม่ดี แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะเชื้อราชนิดนี้พบได้ทั่วไปบนผิวหนังของคนจำนวนมาก เพียงแต่ไม่ก่อให้เกิดโรคเท่านั้น ทั้งนี้ถ้าเป็นคนเหงื่ออกเยอะแล้วไม่ค่อยชอบอาบน้ำ โรคก็จำกำเริบได้ แต่จะไม่ติดไปยังผู้อื่นเพราะคนส่วนใหญ่มีเชื้อนี้กันอยู่แล้ว อาการ มีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง เป็นผื่นคันที่ทำให้ผิวเป็นรอยด่าง อาจจะสีเข้มหรืออ่อนกว่าผิวหนังโดยรอบก็ได้ โดยผื่นนี้อาจเป็นสีขาว ชมพูหรือน้ำตาลก็ได้เช่นเดียวกัน ผื่นสามารถเกิดได้ทุกบริเวณทั่วทั้งร่างกาย แต่จะพบมากตรงจุดที่เหงื่อออกมาก ในตอนแรกมักจะมีผื่นแค่ไม่กี่ดวง แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผื่นก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ผื่นเกลื้อนมักจะดีขึ้นถ้ารักษาผิวหนังไม่ให้อับชื้นหรืออยู่ในเขตที่อากาศหนาวเย็น แต่อาการอาจจะแย่ลงถ้าอากาศร้อนมากขึ้น ผิวหนังอาจจะแห้งมากขึ้น คันและตกสะเก็ด  การรักษา             หากไปพบแพทย์แล้วได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกลื้อนจริงๆ สามารถรักษาให้หายได้ไม่ยากโดยการใช้ยายับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา...

01 Apr2020April 8, 2020
Post
รู้ให้ทัน IPD และ ปอดบวม

รู้ให้ทัน IPD และ ปอดบวม

         ใครเพิ่งมีสมาชิกใหม่ในบ้านอายุยังไม่เกิน 2 ปีต้องคอยดูแลกันให้ดีเพราะวันนี้เรามีอีกหนึ่งความเสี่ยงในมาแนะนำให้รู้จักกัน คุณพ่อคุณแม่จะได้ป้องกันเอาไว้ และแก้ไขกันให้ทันท่วงทีไม่ต้องปล่อยให้ลูกทรมานนาน ๆ ซึ่งเรื่องที่เราจะมาพูดให้ฟังในวันนี้ก็คือโรค IPD และ ปอดบวม นั่นเอง พอพูดชื่อขึ้นมาคุณพ่อคุณแม่หลายคนน่าจะคุ้นหูกันดีแต่เราเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ถึงความรุนแรงของโรคนี้ โดยโรคนี้ทั้งทางองค์การอนามัยโลกและทางยูนิเซฟได้สำรวจและค้นพบว่าโรคปวดบวมเป็นโรคที่ทำให้เด็ก ๆ อายุต่ำกว่า 5 ปีเสียชีวิตมากที่สุดในโลก ซึ่งผลสำรวจที่ว่าหมายถึงมีเด็กกว่า 2 ล้านคนเสียชีวิตจากโรคนี้ในทุก ๆ ปี ซึ่งบอกเลยว่าไม่ควรนิ่งนอนใจ เรามารู้จักและป้องกันลูกให้ห่างไกลปอดบวมกันเลยดีกว่า        สาเหตุของโรคนี้มาจากอะไรกันแน่?       สาเหตุหลัก ๆ ของโรคนี้ก็ต้องยกให้สารพัดเชื้อทั้งไวรัสและแบคทีเรียในอัตรากว่า 80%-90% ซึ่งเจ้าเชื้อที่ว่ามักจะเรียกกันสั้น ๆ ว่า นิวโมคอคคัส และเชื้อตัวนี้แหละที่เป็นตัวทำให้เกิดอาการปวดบวมรวมทั้งทำให้เกิดกลุ่มโรครุนแรงอย่าง IPD อีกด้วย         นอกจากสาเหตุหลักอย่างเชื้อที่ว่านี้แล้ว สภาพความแข็งแรงของร่างกาย การทานอาหาร ก็มีส่วนสำคัญเพราะนี่อาจเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคอื่น ๆ ได้ด้วยเช่นกัน        ความรุนแรงของอาการนี้       จริง ๆ แล้วมีหลากหลายระดับอยู่เหมือนกันแต่ถ้าจะให้พูดถึงส่วนที่รุนแรงที่สุดก็คือจะเป็น ปากเขียว ตัวเขียว หายใจไม่ทัน และยังมีอาการหน้าซีด ร่วมด้วย ซึ่งความรุนแรงของโรคนี้ยิ่งถ้าคนที่เป็นอายุน้อยมากเท่าไรความรุนแรงก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เพราะภูมิคุ้มกันของพวกเขายังไม่แข็งแรงนั่นเอง มาสำรวจอาการเบื้องต้นที่เข้าข่าย ปอดบวม กันหน่อย เริ่มต้นง่าย ๆ...

25 Mar2020April 8, 2020
Post
รับมือให้ทันโรค อุจจาระร่วงเฉียบพลัน จากเชื้อไวรัส

รับมือให้ทันโรค อุจจาระร่วงเฉียบพลัน จากเชื้อไวรัส

         ติดอันดับโรคฮิตของเด็ก ๆ กันอีกหนึ่งโรคกับโรค อุจจาระร่วงเฉียบพลัน จากเชื้อไวรัส ที่มักเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร และมักจะมาจากเชื้อไวรัสอย่าง Rotavirus, Norovirus ตามมาด้วยสาเหตุจากแบคทีเรียอย่างเช่น enterotoxogenic Escherichia coli, Salmonella แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยสาเหตุไหนคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเฝ้าระวังเด็ก ๆ ให้ปลอดภัยจากโรคนี้กันอยู่ดี อุจจาระร่วงเฉียบพลัน เป็นง่าย ๆ ได้ทางปาก เชื้อโนโรไวรัส ที่มักจะเป็นสาเหตุหลัก ๆ ของโรคนี้มักเข้าสู่ร่างกายเด็ก ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านทางอาหารการกิน น้ำดื่ม หรือเข้ามาสู่ร่างกายทางปากนั่นเอง รวมทั้งการไปสัมผัสกับพื้นผิวที่มาการปนเปื้อนอย่างเช่น ช้อน ส้อม จาน ชาม หรือการดูดนิ้วที่เด็ก ๆ หลายคนมักจะติดนั่นเอง โดยเจ้าเชื้อตัวนี้มีความสามารถทั้งทำให้กระเพาะอักหรือว่าจะลามไปทำให้ลำไส้อักเสบได้ในเวลาเดียวกันเลยทีเดียว         ใครที่เริ่มจะโดนโรคนี้เล่นงานเข้าล่ะก็จะมาพร้อมกับอาการอาเจียน และถ่ายเหลวอย่างสังเกตได้ชัด และเกิดขึ้นอย่างฉับพลันใน 24-48 ชั่วโมง แน่นอนว่าจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ควรพาเด็ก ๆ เข้าไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อป้องกันผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะตามมา ถ้าเกิดเป็นขึ้นมาจะแสดงอาการอะไรบ้าง?       อาการที่จะแสดงออกอย่างฉับพลันและสังเกตเห็นได้ชัดเจนนั่นก็คือ คลื่นไส้ อาจเจียน อยู่ในระดับที่รุนแรง ถ่ายเหลวเป็นน้ำอย่างต่อเนื่อง เด็ก ๆ รู้สึกปวดท้อง...

18 Mar2020April 8, 2020
Post
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภัยร้ายที่วัคซีนช่วยได้

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภัยร้ายที่วัคซีนช่วยได้

ฟังชื่อแล้วร้ายแรงอยู่พอสมควรซึ่งทำให้ทางการแพทย์คิดวิธีการขึ้นมาป้องกันโรคนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่การรู้จักเอาไว้เผื่อจะได้ป้องกันให้ดีขึ้นน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่มากกว่า เพราะวันนี้เราจะมาพูดถึงโรค เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ในเด็กกัน แล้วอาการแบบไหนเข้าข่าย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ในส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับอายุของเด็กแต่ละช่วงวัยด้วย อย่างเช่นถ้าเกิดในเด็กโตจะมีไข้และยังมีความผิดปกติทางสมองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ชัด ๆ เลยคือ อาการปวดศรีษะ เริ่มซึม ๆ มีอาการสับสน อาจเกิดอาการชัก รวมทั้งมีอาการคอแข็งได้ ซึ่งอาการเหล่านี้มีผลมาจากเยื่อหุ้มสมองที่เกิดการอักเสบนั่นเอง         แต่ถ้าในเด็กที่อายุน้อยกว่า 12 เดือน อาการทางประสาทต่าง ๆ อาจยังไม่ชัดมาก แต่ก็จะมีอาการอย่างเช่น ซึม กินนมน้อย ร้องกวนบ่อย ๆ รวมไปถึงอาจมีอาการชักเกิดขึ้นได้ ในส่วนของเด็กเล็กต้องทำการตรวจสอบจากพ่อแม่รวมทั้งตรวจระบบประสาทกับน้ำไขสันหลังประกอบอีกทางด้วย สาเหตุของโรคนี้คืออะไร?       การติดเชื้อคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ขึ้น ซึ่งมาได้จากทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ปรสิต พยาธิ ล้วนแต่สามารถกลายมาเป็นเชื้อหลักที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ทั้งนั้น ดังนั้นการดูแลเรื่องของความสะอาดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราอยากจะหยิบมาย้ำกันอีกครั้งให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลเด็ก ๆ ในเรื่องนี้และหมั่นสอนให้เขาดูแลความสะอาดด้วยตัวเองเมื่อโตขึ้นด้วย ถ้าเกิดเป็นโรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบจะมีการรักษาอย่างไร?       หลังจากแพทย์วินิจฉัยได้ผลออกมาแล้วว่าเป็นโรคเนื้อหุ้มสมองอักเสบ การได้รับยาปฏิชีวนะจะเป็นขั้นตอนต่อไปในการรักษา เพื่อที่เข้ามาจำกัดวงในการขยายตัวของเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ         ส่วนระยะเวลาในการรักษาก็จะอยู่ที่ประมาณ 7-21 วัน ตามประเภทของเชื้อกันอีกทีหนึ่ง         ในระหว่างการรักษาจะต้องมีการประเมินอาการเพื่อดูภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้ง น้ำในโพรงสมอง สมองบวม รวมทั้งการช่วยควบคุมอาการชักอีกด้วย แล้วหลังจากรักษาครบกระบวนการแล้วยังต้องมีการเฝ้าติดตามอาการในเรื่องของพัฒนาการต่าง ๆ รวมทั้งการได้ยินและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย...

11 Mar2020March 28, 2020
Post
เมื่อเด็ก ๆ ต้องเจอ โรคท้องร่วง คุณต้องช่วยรับมืออย่างไรดี?

เมื่อเด็ก ๆ ต้องเจอ โรคท้องร่วง คุณต้องช่วยรับมืออย่างไรดี?

         ใครที่มีลูกอายุต่ำกว่า 2 ปี ( กลุ่มที่มักเจอกับ โรคท้องร่วง ) ฟังทางนี้ให้ดี เพราะเราอยากให้คุณลองสังเกตลูกน้อยของคุณกันให้ดี ว่าเขาเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วนหรือท้องร่วงกันบ่อย ๆ หรือไม่         เริ่มสังเกตแบบพื้นฐานที่สุดก็คือ เด็ก ๆ มีอาการถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปใน 1 วัน หรือถ้าถ่ายเป็นน้ำเลยเพียงแค่ครั้งเดียวใน 1 วันก็ถือว่าเข้าข่ายแล้ว รุนแรงกว่านั้นในอุจจาระของเขาอาจมีมูกปนเลือดซึ่งอาการนี้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็ถือว่าไม่ดีแล้วแน่ ๆ สามารถสันนิษฐานเบื้องต้นได้เลยว่า มีอาการท้องร่วง และอาการนี้จะนิ่งนอนใจไม่ได้ต้องรีบหาทางแก้โดยด่วน สาเหตุของ โรคท้องร่วง มาจากอะไร? พ่อแม่ควรรู้ไว้        หลัก ๆ เลยกว่า 50% มาจากเชื้อไวรัสนั่นเอง และที่เหลือก็จะเป็นบทบาทของเจ้าแบคทีเรียอีกประมาณ 30% หรือลูกของคุณอาจเจอกับอาการของอาหารเป็นพิษอยู่ก็เป็นได้ และร่างกายของพวกเขาพยายามขับสารพิษออกให้ได้มากที่สุดนั่นเองจึงเกิดอาการถ่ายแบบนี้ขึ้น         ซึ่งในส่วนนี้จะทราบกันได้ชัด ๆ เมื่อพาลูกไปพบแพทย์และทำการตรวจหาสาเหตุ ซึ่งคุณจะสามารถนำข้อมูลส่วนนี้มาเฝ้าระวังและดูแลพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น        แล้วถ้าอยากป้องกันเบื้องต้นควรทำอย่างไร?       แน่นอนว่าผู้ใหญ่อย่างเรารู้ดีว่าการเกิดอาการท้องร่วงนั้นทรมานเพียงใด และคงไม่อยากให้เกิดกับเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างแน่นอน ดังนั้นเรามาป้องกันก่อนเกิดเหตุกันดีกว่า ซึ่งวันนี้เรารวมวิธีป้องกันการเกิดอาการท้องร่วงเบื้องต้นมาไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้ว          ล้างมือให้สะอาดให้ทั้งเด็กและคนที่เลี้ยงดู พยายามเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพราะนมแม่มีภูมิคุ้มกันเรื่องอุจจาระร่วงอยู่ ให้เด็ก ๆ ทานเฉพาะอาหารที่ปรุงสุกและร้อน ๆ...

04 Mar2020March 5, 2020
Post
มาลาเรีย ชอบตามมาเวลาเราเที่ยว

มาลาเรีย ชอบตามมาเวลาเราเที่ยว

มาลาเรีย เหมือนจะเป็นชื่อโรคที่พวกเราคุ้นหูกันมานานมากแต่ก็ดูเหมือนโรคนี้จะยังไม่หายไปไหนและเรายังอยากให้คุณเฝ้าระวังกันอยู่ โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ด้วยแล้วความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ก็มีสูงอยู่เหมือนกัน ทำไมเด็ก ๆ ถึงเสี่ยงกับการเป็น มาลาเรีย ? มีผลวิจัยพบว่าเหงื่อของเด็ก ๆ นั้นมีกลิ่นเย้ายวนพวกยุงให้เข้ามากัดพวกเขามาเป็นพิเศษ เพราะมีสารที่เรียกว่า แอลดีไฮด์ อยู่นั่นเอง และยุงจะเข้ามาตอมกลิ่นที่ได้จากเด็กที่ติดเชื้อมาลาเรียมากที่สุด นอกจากนี้ยิ่งเด็ก ๆ มีเชื้อปรสิตพลาสโมเดียมที่เป็นสาเหตุของมาลาเรียในตัวมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งล่อใจให้ยุงเข้ามาหาพวกเขามากขึ้นเท่านั้น และนี่แหละทำให้โรคนี้แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เพราะยุงเป็นตัวนำนั่นเอง ยุงที่ว่าคือยุงทุกตัวเลยหรือไม่? ยุงชนิดที่จะทำให้ติดมาลาเรียได้ก็คือยุงก้นปล่อง โดยจะติดได้หากโดนยุงก้นปล่องที่มีเชื้อมากัด ดังนั้นการป้องกันยุงเอาไว้ก่อนจะเป็นเรื่องที่ปลอดภัยที่สุดจากโรคนี้ อาการของมาลาเรียเป็นอย่างไร? เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายอาจไม่ได้แสดงอาการทันทีแต่จะมีระยะฟักตัวของมันอยู่ ระยะนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 2 เดือน กันเลยทีเดียวแล้วพออาการเริ่มออกสิ่งต่าง ๆ ที่จะตามมาก็คือ มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ โดยอาการเป็นไข้ที่ว่าอาจจะมาแบบทุกวัน เว้นวัน หรือสองวันมาทีก็เป็นได้ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็พอจะเห็นความผิดปกติของร่างกายกันได้แล้ว ความรุนแรงของมาลาเรียมากขนาดไหน? ถ้ารักษาเอาไว้ได้ทันก็ยังพอจะทำให้กลับมาเป็นปกติได้แต่ถ้ารู้ไม่ทันล่ะก็บอกเลยว่ามีความรุนแรงมากอยู่พอสมควร เพราะอาจจะเริ่มมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ไตวาย และเกิดภาวะมาลาเรียขึ้นสมองกันได้เลยทีเดียว ซึ่งภาวะนี้แหละทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ น่ากลัวแบบนี้กันยุงกัดง่ายกว่าเยอะเลยค่ะ แล้วพื้นที่แบบไหนมักจะมีมาลาเรีย ในไทยตอนนี้จริง ๆ...

  • 1
  • 2