17 Jun2020June 18, 2020
Post
การฝึกวินัย จากพ่อแม่สู่ลูก

การฝึกวินัย จากพ่อแม่สู่ลูก

         ปกติเราจะคุยกันถึงเรื่องราวสำหรับเด็ก ๆ แต่วันนี้เราอยากมาชวนคุณพ่อคุณแม่คุยไปพร้อมกับการสังเกตตัวคุณเองว่าวินัยของคุณนั้นมาถูกทางพอที่จะสอนให้ลูก ๆ มีระเบียบวินัยจากภายในแล้วหรือไม่ เพราะว่าการเป็นตัวอย่างที่ดีสำคัญกับการมีระเบียบวินัยของลูกมากที่สุดค่ะ        คุณพ่อคุณแม่ต้องสุภาพเสมอ แน่นอนว่าคุณต้องไปไหนมาไหนเป็นครอบครัวกันบ้างอยู่แล้ว และเมื่อได้พบเจอผู้คนก็ให้คุณพ่อคุณแม่เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของความสุภาพและให้เกียรติทุกคนเข้าไว้ เพราะเมื่อลูกได้เห็นบ่อย ๆ ก็จะเข้าใจว่านี่คือสิ่งที่ควรทำ และเขาก็จะนำไปปฏิบัติต่อนั่นเอง        เมื่อผิดยอมรับผิด ขอโทษ และปรับปรุง ไม่ใช่ว่าพ่อแม่จะผิดไม่เป็นเสียที่ไหน แต่เมื่อผิดแล้วการยอมรับความผิด ไม่อ้างและไม่โทษปัจจัยอื่น ๆ รวมทั้งขอโทษ และแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุง นี่คือสิ่งที่สามารถทำให้ลูกเห็นและทำให้เขาไม่ได้กลัวที่จะหนีความผิด ซึ่งแน่นอนว่าต้องคอยบอกเขาเสมอว่าพยายามรอบคอบและทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมเสมอ แต่ถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาจริง ๆ การยอมรับและแก้ไขเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและไม่ได้แย่เสมอไปเช่นกัน รักษาสัญญา การรับปากกับลูกมีความจำเป็นมากที่จะต้องรักษาสัญญาเอาไว้ให้ได้ทุกครั้ง ถ้าคุณไม่มั่นใจเราขอแนะนำว่าอย่ารับปากดีกว่า เพราะอาจสร้างความรู้สึกไม่ดีให้กับเขา และเขาอาจเข้าใจได้ว่าเมื่อพูดแล้วไม่ต้องรักษาสัญญาก็ได้ เพราะพ่อแม่ก็ทำ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วอาจทำให้มีผลเสียกับเขาในอนาคตได้ แสดงความรักอย่างจริงใจเสมอ เรื่องนี้เริ่มต้นได้ง่ายที่สุดคือการแสดงความรักอย่างจริงใจต่อกันในครอบครัว ทำให้ลูกรู้สึกได้เสมอว่าเขาสำคัญและได้รับความรักจากพวกคุณอย่างจริงใจ จุดนี้จะทำให้เขาไว้ใจและกล้าที่จะปรึกษา บอกเล่า ให้คุณได้ฟัง และแน่นอนอีกว่าเขาจะแสดงความรักกลับมาหาพวกคุณด้วยเช่นกัน รับฟังกันเสมอ  การถูกรับฟังจะทำให้เขารับฟังคุณด้วยเช่นกัน เมื่อเวลาเขามีอะไรอยากเล่า อยากอธิบาย ความกระตือรือร้นที่จะรับฟัง ไม่ขัดเขา รอขนเขาอธิบายหรือเล่าจนจบนั้นมีความสำคัญกับความรูสึกของลูกมาก และแน่นอนว่าเขาจะเรียนรู้ว่าเมื่อคุณเองเป็นฝ่ายพูดเขาก็จะรับฟังและพยายามที่จะเข้าใจคุณด้วยเช่นกัน และแม้ว่าจะเห็นต่างการเคารพและพูดคุยกันด้วยเหตุผลมีส่วนทำให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของคุณราบรื่นขึ้นได้อีกด้วย พ่อแม่ต้องกล้าลองสิ่งใหม่เสมอ ๆ   เราเชื่อว่าเรื่องความปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งที่คุณกังวล แต่การได้ลองอะไรใหม่ ๆ...

15 Apr2020April 24, 2020
Post
ควรเริ่มสอน ระเบียบวินัยลูก ตั้งแต่ตอนไหนดี?

ควรเริ่มสอน ระเบียบวินัยลูก ตั้งแต่ตอนไหนดี?

ถ้าจะถามกันว่าวัยไหนที่ควรเริ่มสอนเรื่องของ ระเบียบวินัยลูก ให้กับลูกก็คงจะต้องบอกเลยว่าสามารถเริ่มสอนกันได้ตั้งแต่ 6 เดือนกันเลยทีเดียว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะงงว่าเด็กอายุ 6 เดือนจะสามารถรับรู้การสอนได้แล้วจริง ๆ หรือ วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับมาฝากกัน เรื่องของระเบียบวินัยยิ่งเริ่มวัยยิ่งทำให้เด็ก ๆ คุ้นเคยและซึมซับเป็นนิสัยได้ง่ายขึ้นตามไปด้วยค่ะ มาเริ่มกันที่เด็กวัย 6-12 เดือนกันก่อน การสอนเรื่องของระเบียบวินัยให้กับเด็กในวัยนี้นั้นอาจยังไม่ได้เข้มข้นมาก ขอถือว่าเป็นเหมือนการปูพื้นฐานให้กับเด็ก ๆ จะดีกว่า โดยเราจะต้องทำการสร้างวินัยแบบเชิงบวกให้กับเขากันค่ะ วิธีการที่เหมาะสมก็อย่างเช่น ให้คุณพ่อคุณแม่มีช่วงเวลาที่ทั้งครอบครัวได้ใช้ร่วมกันแบบเงียบ ๆ อยู่ในทุกวันหรือบ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้, พยายามหาของเล่นที่เหมาะกับวัยของเขาจริง ๆ มาให้เล่น, ถ้าลูกเริ่มทำอะไรที่ดูไม่มีระเบียบหรืออาจกลายเป็นความก้าวร้าวให้คุณหาวิธีเบี่ยงความสนใจของเขาให้ได้หรือจะพยายามทำให้เขาไขว้เขวกับสิ่งที่แสดงอยู่นั่นเอง วิธีสำหรับเด็กวัยนี้เหมือนเป็นการทำให้เขานั้นไม่รู้จักกับนิสัยหรือพฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่มีระเบียบเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นสอนให้เขาได้ทำสิ่งที่มีระเบียบวินัยได้ แถมบางอย่างเช่นการปาขวดนมอาจเป็นการแสดงให้คุณพ่อคุณแม่เห็นว่ามันถึงเวลาที่จะเปลี่ยนให้ลูกเริ่มดื่มนมจากแก้วกันแล้ว ทำให้แต่ละขั้นตอนคุณต้องสังเกตลูกให้ดีว่าพฤติกรรมของเขาสื่อถืออะไรกันแน่ มาต่อกันที่เด็ก 1-2 ปีกันเลย วัยนี้เรื่องของการเดินและเคลื่อนไหวเริ่มเพิ่มเติมเข้ามากันแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเขาจะเริ่มสนุกสนานที่สามารถคุมตัวเองได้และเขาก็อยากจะคุมตัวเองได้มากขึ้นด้วย เขาคือวัยที่เรียกได้ว่าเป็นนักสำรวจตัวจริง และสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เขาเริ่มมีอารมณ์ต่าง ๆ มากขึ้นทั้งความโกรธ โมโห โวยวาย แถมบางคนก็ซนจนคุณพ่อคุณแม่ปวดหัวเลยก็มี         วิธีส่งเสริมความมีระเบียบวินัยให้กับเด็กวัยนี้ยังใช้วิธีที่จริงจังมาก ๆ ไม่ได้ เราขอแนะนำให้คุณเลือกที่จะเพิ่มความปลอดภัยในบ้านให้มากขึ้นเพื่อป้องกันนักสำรวจตัวน้อยจะเป็นอันตราย และเมื่อเขาทำผิดให้เสนอทางเลือกที่เขาจะถูกลงโทษ และแน่นอนว่าคุณยังต้องทำการเบี่ยงความสนใจของเขาอยู่เรื่อย ๆ...

19 Dec2019December 23, 2019
Post
สิ่งที่ลูกน้อยต้องทำให้ได้ เตรียมความพร้อม ก่อนลูกเข้าโรงเรียน

สิ่งที่ลูกน้อยต้องทำให้ได้ เตรียมความพร้อม ก่อนลูกเข้าโรงเรียน

ในปัจจุบันเด็กจะเข้าเรียนในโรงเรียน  โดยมีอายุน้อยกว่าในอดีต เพราะพ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องทำงาน บางครอบครัวหลังจากที่แม่คลอดลูกได้เพียงแค่  3 เดือน ก็นำลูกน้อยไปฝากเลี้ยงแล้ว เพราะพ่อกับแม่ต้องช่วยกันทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพ  บางครอบครัวคลอดลูกแล้วไม่มีปู่ย่าตายายที่ต้องช่วยเลี้ยงดู การส่งลูกน้อยเข้าสู่สถานรับเลี้ยงเด็กจึงเป็นวิธีที่ดูแลลูกได้ดีที่สุดสำหรับที่พ่อแม่สามารถทำได้ในยุคนี้   แต่เมื่อพูดถึงตามพัฒนาการที่เหมาะสมของเด็ก ที่สามารถเข้าสังคมและเรียนรู้ได้ดีนั้นจะเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 2 ขวบขึ้นไป เป็นวัยที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มต้นเข้าเรียนในโรงเรียน  เพราะพัฒนาการของเด็กอายุ 2 ขวบสามารถเรียนรู้และปรับตัวได้ดีในสังคม  แต่เรื่องที่พ่อแม่ห่วงที่สุดในการเข้าโรงเรียน ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องความปลอดภัยที่เกี่ยวกับชีวิตของลูก จนลืมนึกไปว่าสิ่งสำคัญที่ลูกต้องทำให้ได้ก่อนเข้าโรงเรียนนั้น มีความสำคัญมากแค่ไหน เพราะเป็นการกำหนดขอบเขตในสิ่งที่ลูกต้องทำให้ได้เพื่ออยู่ร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียนได้อย่างมีความสุขและที่สำคัญไม่เป็นภาระของครูมากเกินไป การเตรียมตัวก่อนเข้าเรียน เตรียมความพร้อม ก่อนลูกเข้าโรงเรียน การเลิกดื่มนมจากขวดนมอย่างเด็ดขาด  เด็กควรเลิกดื่มนมจากขวดนมอายุไม่ควรเกิน 12 เดือน หรืออายุ 1 ปี เพราะจะทำให้เกิดผลเสียต่างๆทางด้านร่างกายเช่น ปัญหาของฟันผุ ปัญหาฟันหน้าที่ยื่นออกมา  และเมื่อลูกต้องไปโรงเรียนลูกจะสร้างภาระให้กับคุณครูและพ่อแม่ที่ต้องยุ่งยากในการเตรียมขวดนม ล้างขวดนม และผสมนมให้ลูกดื่ม หากพ่อแม่ฝึกให้ลูกเลิกดื่มนมจากขวดตั้งแต่อายุ1ปีได้  เมื่อถึงเวลาเข้าโรงเรียนพ่อแม่กับคุณครูก็จะไม่มีความยุ่งยากเลย และลูกก็จะมีสุขภาพฟันที่ดีด้วย การเข้าห้องน้ำด้วยตนเองได้ การเข้าห้องน้ำเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกทำได้ตั้งแต่อยู่ในบ้าน เพราะการปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเรื่องที่ลูกน้อยต้องปฏิบัติให้ได้ด้วยตนเองในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว หากพ่อแม่ฝึกลูกให้ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองในห้องน้ำได้ จึงเป็นผลดีที่จะทำให้ลูก ไม่ต้องฉี่ใส่ชุดนักเรียน แต่ยังมีพ่อแม่บางคนยังให้ลูกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปมาโรงเรียน เพราะไม่มีการฝึกลูกในการเข้าห้องน้ำ ลูกก็จะไม่สามารถเข้าห้องน้ำเองได้เลยนอกจากจะพบกับสภาพที่อับชื้นที่จะเกิดขึ้นกับตัวลูกแล้วยังทำให้พ่อแม่ต้องเสียเงินซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปอยู่ตลอดอีกด้วย    ลูกจะไม่สามารถดูแลตัวเองได้เลย จะไม่สามารถเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะเองได้ ลูกจะติดอยู่กับการฉี่ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเหมือนเดิม จะเป็นการสร้างภาระให้ครูที่ต้องคอยเปลี่ยนผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้กับเด็กตลอดเวลาอีกด้วย การรับประทานอาหารด้วยตนเอง การรับประทานอาหารด้วยตนเองเป็นเรื่องพื้นฐานที่พ่อแม่ควรฝึกลูกตั้งแต่อยู่ในบ้านเช่นกัน เพราะเด็กจะชื่นชอบการนั่งรับประทานอาหารและชื่นชอบการใช้มือจับอาหารเข้าปากที่สุด  การฝึกให้เขาได้เรียนรู้การรับประทานอาหารตั้งแต่อายุ 1 ขวบ...

02 Dec2019December 11, 2019
Post
วิธีการแก้ปัญหาเด็ก ไม่อยากไปโรงเรียน ในสิงคโปร์ ที่กำลังเผชิญอยู่

วิธีการแก้ปัญหาเด็ก ไม่อยากไปโรงเรียน ในสิงคโปร์ ที่กำลังเผชิญอยู่

ผู้ปกครองบางคนในสิงคโปร์อาจสงสัยว่าทำไมลูกของพวกเขาจึง ไม่อยากไปโรงเรียน ลูกของคุณไม่อยากไปโรงเรียน ไม่ว่าคุณจะช่วยสนับสนุนเขามากแค่ไหนก็ตาม หากสิ่งนี้มีความลำบากใจเมื่อต้องพาเขาไปโรงเรียนในทุกๆเช้า คุณต้องถามตัวเองและลูกว่า ทำไม? คุณเป็นเช่นนี้หรือไม่? ต้องทะเลาะกับลูกน้อยหรือมีความลำบากใจเมื่อต้องพาเขาไปโรงเรียน? ลูกของคุณร้องงอแงไม่อยากไปโรงเรียนอนุบาลและขอให้แม่อยู่ด้วยหรือไม่? แต่คุณเองก็ต้องไปทำงาน แล้วคุณจะทำอย่างไรล่ะ? ทำไมลูกของคุณ ไม่อยากไปโรงเรียน เกิดขึ้นจากอะไรกันแน่ ความจริงที่ว่าลูกไม่อยากให้แม่ทิ้งเขาไว้ที่โรงเรียนนั้นไม่ใช่ประเด็นใหญ่อะไร แต่ประเด็นคือว่า ทำไมเขาไม่อยากถูกทิ้งไว้ การหาสาเหตุที่แท้จริงคือวิธีที่นำไปสู่การแก้ปัญหาและคุณก็จะได้ไปทำงานได้อย่างสบายใจ หาสาเหตุของปัญหา 1. การเจ็บป่วย หากลูกของคุณตื่นขึ้นมาบ่นว่าพวกเขาไม่อยากไปโรงเรียน ลูกคุณรู้สึกไม่สบายหรือไม่? ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้านหากคุณรู้สึกไม่สบาย นี่อาจเป็นสาเหตุที่ลูกไม่อยากไปโรงเรียนอนุบาลก็เป็นได้ ดังนั้นควรเชคกับลูกให้ดีก่อนว่าลูกของคุณมีไข้หรือไม่? เจ็บคอหรือไม่ เขามีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายหรือไม่? มีอาการคัดจมูกหรือมีอาการไอหรือไม่? ความจริงที่ว่าลูกไม่อยากให้แม่ทิ้งเขาไว้ที่โรงเรียนนั้นไม่ใช่ประเด็นใหญ่อะไร แต่ประเด็นคือว่า ทำไมเขาไม่อยากถูกทิ้งไว้ การหาสาเหตุที่แท้จริงคือวิธีที่นำไปสู่การแก้ปัญหาและคุณก็จะได้ไปทำงานได้อย่างสบายใจ ดังนั้นถ้าลูกไม่อยากไปโรงเรียนเพราะสาเหตุว่าไม่สบาย 100% ก็ให้เขาพักผ่อนให้อยู่บ้าน 2. ความเหนื่อยล้า ถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้ว่า: ลูกได้นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอหรือไม่? เขานอนหลับฝันดีไหม? ความจริงก็คือ เด็กที่เหนื่อย คือ เด็กที่ตื่นตัวอยู่เสมอ  การให้ความสำคัญในการสร้างกิจวัตรก่อนนอนในเชิงบวกที่ช่วยให้มั่นใจว่านอนหลับ 8 ชั่วโมงต่อคืนอย่างเพียงพอ 3. ความกลัว ดูเหตุผลอันลึกซึ้งเมื่อลูกของคุณไม่อยากไปโรงเรียน: ลูกของคุณกลัวที่จะไปโรงเรียนหรือไม่? โดยปกติแล้วเด็กที่ไม่มีปัญหาเรื่องการไปโรงเรียน แต่บางครั้งอาจเจอปัญหาอะไรบางอย่างที่ทนต่อการร้องไห้ไม่ได้ และไม่มีเหตุผล งานนี้คุณต้องหาว่าเหตุผลนั้นคืออะไร ลูกกลัวเด็กคนอื่นที่โรงเรียนหรือไม่? เด็กอันธพาลที่เที่ยวแกล้งคนอื่นมีได้ทุกรูปแบบและเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัยของเด็ก อาจเจอการขู่และแกล้งของเด็กอื่น จนทำให้พวกเขากลัวได้ แต่สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นจริงในโลกของเรา ให้คุณพูดคุยกับครูที่ดูแลเด็กเพื่อให้พวกเขาช่วยดูแลสถานการณ์ในห้องเรียนหากต้องการตรวจสอบว่าการรังแกเป็นต้นเหตุของความกลัวของเด็กหรือไม่ให้ถามคำถามทางอ้อมที่จะสร้างโอกาสให้ลูกของคุณแบ่งปันประสบการณ์ของพวกเขา ลูกของคุณกลัวที่จะไปโรงเรียนอาจมีสาเหตุมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่เธออยู่ที่โรงเรียน’บางสิ่งบางอย่าง’ นี้อาจเป็นเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งต่อไปนี้ แต่ไม่จำกัดเพียง: เด็กคนอื่นได้รับบาดเจ็บหรือประสบกับการจับกุหรือการทำร้าย โรงเรียนต้องปิดตัวลงเพื่อความปลอดภัย ก่อนอื่น แก้ไขสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของความวิตกกังวลของลูกเท่าที่คุณทำได้ก่อน เมื่อคุณได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว...

04 Nov2019November 4, 2019
Post
TIME OUT(การขอเวลานอก) วิธีการลงโทษลูก แบบสงบแต่สยบลูกน้อยอย่างได้ผล

TIME OUT(การขอเวลานอก) วิธีการลงโทษลูก แบบสงบแต่สยบลูกน้อยอย่างได้ผล

วิธีการลงโทษลูก มีหลากหลายวิธี ยิ่งในปัจจุบันไม่ควรลงโทษด้วยวิธีการตี การดุว่าอย่างแรง เพราะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ และยังเป็นการปลูกฝังนิสัยรุนแรงให้แก่เด็ก แล้วจะมีวิธีการทำโทษที่ไม่ตี ไม่ดุว่าแต่ได้ผลสยบเจ้าหนูได้บ้างไหมนะ Time out (การขอเวลานอก)  เป็นวิธีการที่ตอบโจทย์นี้ได้ นี่คือเคล็ดลับ วิธีการลงโทษลูก บางส่วนจาก American Academy of Pediatrics เด็กในวัยใดสามารถใช้วิธี Time out (การขอเวลานอก) ได้ 1. เตือนลูกก่อน ” ถ้าลูกไม่หยุด ลูกจะต้อง Time out (การขอเวลานอก)” ตามที่ตั้งกฏไว้ 2. ตั้งชื่อพฤติกรรมนี้ ( เช่น “ไม่ตี” ) 3. ให้ลูกของคุณไปยังสถานที่ที่เงียบสงบ เช่น มุมห้อง ที่ไม่ใช่ห้องนอนหรือห้องเด็กเล่น 4. เริ่มจับเวลา 1 นาทีสำหรับแต่ละปี ตัวอย่างเช่น: สำหรับเด็กอายุ 2 ขวบ ควรเริ่มจากระยะเวลาสั้น ๆ เช่น 2 นาที สำหรับ เด็กอายุ 3 ขวบ ควรเริ่มจากระยะเวลาสั้น ๆ เช่น 3...