29 Jul2020August 4, 2020
Post
คุณแม่มือใหม่ ทานอะไร เพิ่มน้ำนม

คุณแม่มือใหม่ ทานอะไร เพิ่มน้ำนม

หลังคลอดนอกจากการรับมือกับการฟื้นฟูดูแลร่างกายแล้ว การดูแลลูกก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญซึ่งหนึ่งในสิ่งที่เด็กแรกเกิดควรได้รับก็คือนมแม่นั่นเอง แต่ก็มีคุณแม่หลายคนที่ประสบปัญหาน้ำนมไม่มากพอ ดังนั้นถ้าตอนนี้คุณกำลังท้องใกล้คลอดหรือคลอดแล้วเจอกับปัญหานี้อยู่มาหาอะไรทานเพื่อผลิตน้ำนมกันดีกว่า ส่วนจะมีอะไรบ้างวันนี้เราได้รวบรวมมาไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้ว หัวปลี นี่น่าจะเป็นหนึ่งในของกินที่คุณแม่ได้รับคำแนะนำให้หามากินกันมากที่สุดอย่างหนึ่งเลยทีเดียว เพราะในหัวปลีนั้นมาพร้อมแคลเซียมที่สูง แล้วยังพ่วงทั้งฟอสฟอรัส โปรตีน วิตามินซี รวมทั้งมีเส้นใยอยู่มาก ซึ่งทั้งหมดที่เราว่ามานี้มีผลกับการผลิตน้ำนมไม่น้อยเลยทีเดียว และขอแนะนำเลยว่าสำหรับคุณแม่เพิ่งคลอดทุกคนควรกินหัวปลีเป็นประจำเพื่อคุณภาพของการผลิตน้ำนมที่ดีนั่นเอง ใบกระเพรา ข่าวดีของคุณแม่ที่รักเมนูกระเพรา ใบกระเพราที่เราคุ้นเคยนั้นความจริงแล้วเป็นแหล่งของธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส แถมยังมีเส้นใยสูงอีกด้วย ทำให้เหมาะกับคุณแม่ที่ต้องการผลิตน้ำนมเป็นอย่างมากเพราะด้วยฤทธิ์ที่ร้อนของใบกระเพราะทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี น้ำนมก็ไหลออกมามากขึ้น และสำหรับเด็ก ๆ เองเมื่อดูดนมที่มีสารอาหารจากใบกระเพราเข้าไปก็มีส่วนช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อให้กับเขาได้เป็นอย่างดี ขิง ไม่ว่าคุณจะต้องการวิตามินเอ บี 1 บี 2 แคลเซียมหรือคาร์โบไฮเดรตขิงก็เป็นสมุนไพรที่มีไว้ให้คุณด้วยกันทั้งนั้น แถมยังมีส่วนช่วยในการลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ดี และยังช่วยขับลม ขับเหงื่อ ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลดีกับกระบวนการผลิตน้ำนมของคุณแม่อย่างแน่นอน ตำลึง ผักชนิดนี้นั้นบอกได้เลยว่านำมาทำอาหารได้หลากหลาย หากินง่าย แล้วก็มีรสชาติอร่อย และที่สำคัญมีส่วนช่วยในเรื่องของการผลิตน้ำนมได้เป็นอย่างดี เพราะมีทั้งโปรตีนและวิตามินหลากหลายชนิดมารวมตัวกัน และยังมีในส่วนของธาตุเหล็ก แคลเซียม เส้นใยอาหารที่สูงอยู่ภายในตัว เป็นหนึ่งในสิ่งที่ไม่ควรพลาดจะกินเมื่อคลอดแล้วต้องการเพิ่มน้ำนม มะลอกอ มาปิดท้ายกันที่ผลไม้ที่ช่วยตั้งแต่เรื่องท้องผูกมายันเรื่องของกระบวนการช่วยผลิตน้ำนม เพราะในมะละกอนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอ บี ซี ธาตุเหล็ก พ่วงแคลเซียมมาสูง...

22 Apr2020April 24, 2020
Post
ทำไมคุณควร ระวังการที่ใคร ๆ จะมาอุ้มมา จับลูกน้อย

ทำไมคุณควร ระวังการที่ใคร ๆ จะมาอุ้มมา จับลูกน้อย

เมื่อบ้านไหนมีสมาชิกใหม่เป็นเจ้าตัวเล็กน่ารักน่าชังเพิ่มเข้ามาก็แน่นอนว่าต้องมีญาตสนิทสมิตรสหายของคุณพ่อคุณแม่เข้ามาร่วมแสดงความยินดีและอยากเล่นรับขวัญสมาชิกใหม่คนนี้กันแน่ ๆ แต่อย่างที่รู้กันดีกว่าเด็กเล็กนั้นยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรงมากเท่าไร บางครั้งการสัมผัสอาจทำให้ลูกไม่สบายหรือได้รับผลข้างเคียงได้ แต่ถ้าคุณยังคิดไม่ออกว่าทำไมต้องระวังวันนี้เราจะมาเล่าให้คุณฟังกันค่ะ ทำไมถึงไม่ควรให้คนอื่นสัมผัสลูก นอกจากคนในบ้านที่คุ้นเคยกับเด็กดีอยู่แล้วเมื่อมีคนนอกมาไม่ว่าจะสนิทหรือไม่ก็ตามเขาอาจมีเชื้อโรคหรือสิ่งเจือปนที่เราไม่อาจรู้ได้ติดตัวมา หรือภายในร่างกายเขาอาจมีไวรัสหรือเชื้อโรคต่าง ๆ อยู่ ซึ่งแน่นอนเลยว่าเราไม่สามารถทราบได้ ดังนั้นการแจ้งเหตุผลให้เขาทราบถึงระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรงของเจ้าตัวเล็กและให้เขาเลี่ยงการสัมผัสน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะ ในบางครั้งคุณอาจจะโดนมองหรือแซวว่าทำไมหวงลูกจัง แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ลูกน่ารักน่าฟัดขนาดนี้ใครจะอดใจไหว หรือใด ๆ ก็ตาม คุณก็จำเป็นต้องทำเพราะเชื้อโรคบางตัวอาจไม่เป็นอันตรายกับผู้ใหญ่อย่างเราแต่กับเด็กเล็กแล้วมันอาจไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ และอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตกันได้เลยทีเดียว สาเหตุส่วนใหญ่มันเกิดมาจากอะไร หลายคนอาจยังสับสนว่าเชื้อโรคที่ร้ายแรงขนาดไหนกันนะที่จะทำให้ลูกเป็นอันตรายได้ ซึ่งก็พบว่าโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจนั้นเป็นเรื่องที่พบบ่อยในเด็กที่ถูกสัมผัสจากคนมากหน้าหลายตา และเมื่อเขาได้รับเชื้อโรคเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการไข้หวัดใหญ่ RSV ขึ้น อาการเหล่านี้ทำให้เด็กมีไข้สูง น้ำมูกเยอะมาก มีอาการไอและมีเสมหะ และเขาอาจหายใจอย่างหอบเหนื่อยเพราะมีอาการติดเชื้อที่ปอดได้อีกด้วย เพียงแค่คนที่แวะเวียนมาหาลูกของคุณแล้วเกิดอาการไอจามขึ้นนั้นก็ทำให้เด็ก ๆ ไม่สบายกันได้แล้ว เพราะอย่างที่บอกว่าภูมิคุ้มกันของเขายังต่ำมากนั่นเอง  นอกจากโรคทางระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อที่ระบบทางเดินอาหารก็เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้และส่งผลเสียกับลูกของคุณได้ร้ายแรงเช่นกัน ส่วนใหญ่จะติดเชื้อไวรัสโรต้า ทำให้เกิดอาการมีไข้ อาเจียน ท้องเสียรุนแรงมากจนส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำรวมทั้งเกลือแร่ ถ้าไม่รีบพาไปพบแพทย์ล่ะก็อาจเกิดอาการช็อคขึ้นมาได้เลยทีเดียว          โรคในระบบทางเดินอาหารจะเกิดจากการอมไม้อมมือ อมของเล่น ที่อาจมีเชื้อโรคอยู่นั่นเอง หมายความว่าถ้ามีคนอื่นเข้ามาหาลูกเยอะและเกิดการแพร่เชื้อในสิ่งของเครื่องใช้ที่ลูกอาจเอาเข้าปากก็มีผลเสียกับลูกได้แล้วแม้จะไม่ได้มาใกล้ชิด อาการเจ็บป่วยในเด็กเล็กนั้นถ้าเลี่ยงและป้องกันได้อยากให้คุณทำให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเขาเจ็บป่วยขึ้นมาอย่างแรกเลยคือเขาไม่สามารถบอกอาการได้ เราอาจไม่เจอสาเหตุที่แท้จริง อาจเจอช้า จนทำให้เป็นอันตรายกับเขาได้ ให้ลูกอายุขึ้น 1 ปีไปแล้วค่อยเริ่มพาไปเจอสิ่งแวดล้อมบ้างจะดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่ควรเจอเยอะอยู่ดีนะคะ

04 Mar2020March 5, 2020
Post
มาลาเรีย ชอบตามมาเวลาเราเที่ยว

มาลาเรีย ชอบตามมาเวลาเราเที่ยว

มาลาเรีย เหมือนจะเป็นชื่อโรคที่พวกเราคุ้นหูกันมานานมากแต่ก็ดูเหมือนโรคนี้จะยังไม่หายไปไหนและเรายังอยากให้คุณเฝ้าระวังกันอยู่ โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ด้วยแล้วความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ก็มีสูงอยู่เหมือนกัน ทำไมเด็ก ๆ ถึงเสี่ยงกับการเป็น มาลาเรีย ? มีผลวิจัยพบว่าเหงื่อของเด็ก ๆ นั้นมีกลิ่นเย้ายวนพวกยุงให้เข้ามากัดพวกเขามาเป็นพิเศษ เพราะมีสารที่เรียกว่า แอลดีไฮด์ อยู่นั่นเอง และยุงจะเข้ามาตอมกลิ่นที่ได้จากเด็กที่ติดเชื้อมาลาเรียมากที่สุด นอกจากนี้ยิ่งเด็ก ๆ มีเชื้อปรสิตพลาสโมเดียมที่เป็นสาเหตุของมาลาเรียในตัวมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งล่อใจให้ยุงเข้ามาหาพวกเขามากขึ้นเท่านั้น และนี่แหละทำให้โรคนี้แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เพราะยุงเป็นตัวนำนั่นเอง ยุงที่ว่าคือยุงทุกตัวเลยหรือไม่? ยุงชนิดที่จะทำให้ติดมาลาเรียได้ก็คือยุงก้นปล่อง โดยจะติดได้หากโดนยุงก้นปล่องที่มีเชื้อมากัด ดังนั้นการป้องกันยุงเอาไว้ก่อนจะเป็นเรื่องที่ปลอดภัยที่สุดจากโรคนี้ อาการของมาลาเรียเป็นอย่างไร? เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายอาจไม่ได้แสดงอาการทันทีแต่จะมีระยะฟักตัวของมันอยู่ ระยะนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 2 เดือน กันเลยทีเดียวแล้วพออาการเริ่มออกสิ่งต่าง ๆ ที่จะตามมาก็คือ มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ โดยอาการเป็นไข้ที่ว่าอาจจะมาแบบทุกวัน เว้นวัน หรือสองวันมาทีก็เป็นได้ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็พอจะเห็นความผิดปกติของร่างกายกันได้แล้ว ความรุนแรงของมาลาเรียมากขนาดไหน? ถ้ารักษาเอาไว้ได้ทันก็ยังพอจะทำให้กลับมาเป็นปกติได้แต่ถ้ารู้ไม่ทันล่ะก็บอกเลยว่ามีความรุนแรงมากอยู่พอสมควร เพราะอาจจะเริ่มมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ไตวาย และเกิดภาวะมาลาเรียขึ้นสมองกันได้เลยทีเดียว ซึ่งภาวะนี้แหละทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ น่ากลัวแบบนี้กันยุงกัดง่ายกว่าเยอะเลยค่ะ แล้วพื้นที่แบบไหนมักจะมีมาลาเรีย ในไทยตอนนี้จริง ๆ...

19 Feb2020March 2, 2020
Post
มาจับสัญญาณ โรคไข้เลือดออก ในเด็กกัน

มาจับสัญญาณ โรคไข้เลือดออก ในเด็กกัน

ยุงลายพาหะสำคัญในการทำให้เกิด โรคไข้เลือดออก กับทุกเพศทุกวัย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนโรคนี้ก็ยังถือว่ามีความอันตรายและยังสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ ดังนั้นต้องรู้ทันว่าอาการแบบไหนคือไข้เลือดออกเพื่อดูแลรักษาลูกได้อย่างท่วงที ลูกอาจกำลังต้องต่อสู้กับ โรคไข้เลือดออก ถ้าช้าเกินไปอาจมีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ อาการที่บ่งบอกได้ว่าลูกอาจเป็นไข้เลือดออก ไข้ลดแล้วแต่อาการอื่น ๆ ยังคงไม่ดีขึ้น เช่น เบื่ออาหาร ไม่ค่อนเล่น ซึม เพลีย  มีการคลื่นไส้และอาเจียนแทบจะตลอดเวลา เด็กมีอาการปวดท้องมาก มีเลือดออกตามที่ต่าง ๆ มาก เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระดำ  สังเกตเห็นได้เลยว่าพฤติกรรมของลูกแปลกไปจากเดิม มีความรู้สึกหิวน้ำอยู่แทบจะตลอดเวลา ถ้าเด็กเล็กมาก ๆ เป็นจะร้องกวนอยู่ตลอดเวลาไม่หยุด จับแล้วรู้สึกเลยว่าตัวเย็น มีผิวที่คล้ำลง ตัวมีลาย  แม้จะกินน้ำเข้าไปไม่น้อยแต่ก็ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด หรือภายใน 4-6 ชั่วโมงไม่มีการปัสสาวะเลย ถ้าคุณพ่อคุณแม่พอจะรู้ว่าลูกอาจไปอยู่ในที่ที่มียุงลายและเริ่มมีอาการอย่างที่เราบอกข้างต้นให้รับพาเจ้าตัวเล็กไปหาหมอกันได้ โรคไข้เลือดออกจะมีด้วยกัน 3 ระยะ ระยะไข้สูง เป็นอยู่ประมาณ 2-7 วัน หน้าของเขาจะแดง เบื่ออาหารและซึมอย่างเห็นได้ชัด บางคนเริ่มมีจุดเลือดสีแดง ๆ ตามผิว  ระยะวิกฤต ระยะนี้จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่...

12 Feb2020February 27, 2020
Post
ภูมิแพ้ กับเจ้าตัวเล็ก เรื่องใกล้ตัว ที่ไม่ควรมองข้าม

ภูมิแพ้ กับเจ้าตัวเล็ก เรื่องใกล้ตัว ที่ไม่ควรมองข้าม

ภูมิแพ้ จริงๆ แล้วมีมากมายและหลากหลายแบบมาก แถมยังเป็นโรคที่เป็นกันได้ทุกเพศทุกวัย เพียงแต่กับเด็ก ๆ จะเกิดขึ้นง่ายเป็นพิเศษ ซึ่งสาเหตุของโรคนี้ก็เกิดมาจากที่ปกติแล้วร่างกายเราจะมีระบบภูมิคุ้มกันให้จดจำสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาสู่ร่างกายของเรา และสร้างโปรตีนที่เรียกว่า IgE ขึ้นมา หลังสร้างมาแล้วเจอสารก่อภูมิแพ้ตัวนั้นอีกจะทำให้สารนั้นไปเจอกับ IgE ที่อยู่ในเม็ดเลือดขาวแล้วส่งผลให้เม็ดเลือดขาวแตกออกจนปล่อยสารที่เรียกว่า ฮีสตามีน ออกมา ซึ่งสารตัวนี้จะทำการส่งผลให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ อักเสบ แต่ความรุนแรงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคนอีกที และนี่คือสาเหตุคร่าว ๆ ของการเกิดอาการภูมิแพ้นั่นเอง สารก่อ ภูมิแพ้ มาจากไหน ? เกิดจากสาเหตุไหนได้บ้าง ถ้าให้พูดง่าย ๆ ก็บอกเลยว่ามาได้จากรอบตัว ทั้งการฉีด กิน หายใจ สัมผัส แล้วเจ้าสารก่อภูมิแพ้ที่ว่าก็ยังแฝงตัวอยู่ทุกที่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ดังนั้นการจะรู้ว่าแพ้อะไรก็จะต้องเกิดจากการได้เจอกับสารก่อภูมิแพ้เหล่านั้นก่อน แต่ในตอนนี้พอจะมีการทดสอบภูมิแพ้อยู่ขอแนะนำว่าควรพาเด็ก ๆ ไปตรวจเอาไว้ดีกว่ามาเจอสารก่อภูมิแพ้จนอาการออกแล้วอาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นได้ แบบไหนที่เรียกว่าอาการของภูมิแพ้ มีผืน มีอาการตามผิวหนัง มีน้ำมูก เริ่มจาม คัดจมูก เคืองตาและจมูก ตาแดง เริ่มมีอาการไอ แน่นหน้าอก การหายใจมีเสียงหวืด มีอาการของหอบหืดเข้ามาร่วม บริเวณรอบ ๆ ปากมีอาการบวม...

15 Jan2020January 20, 2020
Post
อาหารเสริม ตามวัยของเด็ก 6 เดือน – 5 ปี

อาหารเสริม ตามวัยของเด็ก 6 เดือน – 5 ปี

เด็กเมื่อเกิดมาคุณพ่อคุณแม่ควรให้ดื่มนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน เนื่องจากอย่างที่เรารู้กันว่านมแม่นั้นมีประโยชน์มากมายมหาศาลสำหรับลูกน้อยในวัยทารก นมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อลูกครบถ้วน มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต นอกจากนี้นมแม่ยังมีภูมิต้านทาน และมีสารอาหารมากมาย เช่น วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ สิ่งสารอาหารเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทารกในช่วง 6 เดือน นมแม่ย่อยง่าย เด็กทารกที่กินแม่อย่างเดียวจะไม่เกิดอาการท้องอืด และเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งเมื่อระบบย่อยอาหารของลูกน้อยเริ่มทำงานดีขึ้นแล้ว จึงเริ่มให้ลูกได้กินอาหารเสริมตามวัยเพื่อโภชนาการที่ดีของเด็ก ว่าแต่อาหารเสริมตามวัยของเด็ก 6 เดือน – 5ปี มีอะไรบ้างวันนี้เรามีข้อมูลมาฝากคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ อาหารเสริม ตามวัยของเด็ก มีอะไรบ้างที่สำคัญ สำหรับลูกน้อย 6 เดือน  : เด็กทารกอายุ 6 เดือน หากคุณแม่ยังมีน้ำนมอยู่ให้ดื่มนมแม่ต่อไปและเพิ่มเติมด้วยอาหารเสริมที่มีลักษณะอ่อนๆย่อยง่าย เช่น ข้าวสวยบดผสมน้ำซุปไม่ปรุงรสชาติใดๆ เมื่อดูแล้วว่าลูกสามารถกินได้จึงค่อยๆเปลี่ยนอาหารและเพิ่มเติมเนื้อสัตว์ เช่น ไข่แดง ตับหรือปลา และผักต้มสุกเช่นตำลึง ผักกาดขาว แครอท  7 – 9 เดือน : เด็กอายุ 7 – 9 เดือน ยังสามารถที่จะดื่มนมแม่ต่อไปได้หากคุณแม่ยังพอมีน้ำนมอยู่ อาหารที่เด็กวัยนี้สามารถรับประทานได้จะแนะนำเป็น ข้าวสวยสุกบดหยาบๆใส่น้ำซุปไม่ปรุงรส และเพิ่ม เนื้อสัตว์หรือผัก เช่น ไข่ต้มครึ่งฟอง ผักต้ม...

02 Jan2020January 17, 2020
Post
ทำอย่างไรดี เมื่อลูกมี อาการปวดท้อง

ทำอย่างไรดี เมื่อลูกมี อาการปวดท้อง

อาการปวดท้อง สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย หากเกิดในผู้ใหญ่ก็คงจะไม่ยากเท่าไหร่ แต่หากเกิดกับเด็กเล็กๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจจะเครียดสักหน่อย เนื่องจากเด็กจะไม่สามารถบอกได้ว่าเค้ารู้สึกอย่างไรนอกจากร้องงอแงอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นพ่อแม่จะทำอย่างไรดีหากลูกน้อยของคุณมีอาการปวดท้อง วันนี้เรามีข้อมูลดีๆเกี่ยวกับอาการปวดท้องในเด็กมาฝากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้รับมือกันค่ะ อาการปวดท้อง ในเด็กเล็กนั้นเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง? อาการปวดท้องในเด็กเล็กที่ว่านี้เราจะหมายถึงเด็กที่มีอายุระหว่างแรกเกิด – 1 ปี เด็กในวัยนี้โดยปกติแล้วจะมีอาการปวดท้องเป็นปกติอยู่แล้วส่วนสาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจาก เกิดจากอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในกระเพาะอาหารมากเกินไปทำให้มีอาการแน่นท้อง เกิดจากกอาการกรดไหลย้อนในเด็ก เกิดจากอาการท้องผูก เกิดจากอาการท้องเสีย ทำอย่างไรเมื่อลูกมีอาการปวดท้อง  หากลูกมีอาการปวดท้องจากอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง สาเหตุที่เด็กมีอาการท้องอืดนั้นส่วนใหญ่จะพบกับเด็กที่กินนมจากขวด เนื่องจากเวลาที่ลูกดูดนมนั้นอากาศจะผ่านเข้าไปในช่วงที่เด็กดูดนม อาการเมื่อลูกท้องอืด ท้องจะป่องหลังดื่มนมและร้องไห้บิดตัวไปมา ซึ่งสามารถลดอาการท้องอืดได้โดย นำตัวลูกขึ้นมานอนทับให้ส่วนท้องอยู่ตรงหน้าขาและขยับตัวลูกเบา ๆ หรือเมื่อลูกดื่มนมเสร็จแล้วให้นำมาอุ้มพาดบ่าลูบหลังเบาๆเพื่อให้ลูกผายลมหรือเรอออกมา เพื่อไล่ลมออกจากท้องนั่นเอง หากลูกมีอาการท้องจะป่องหลังดื่มนมและร้องไห้บิดตัวไปมา และมีอาการอาเจียน นั่นอาจแสดงว่าลูกของคุณมีอาการกรดไหลย้อน ให้คุณทำเช่นเดียวกับอาการท้องอืด คือนำตัวลูกขึ้นมานอนทับให้ส่วนท้องอยู่ตรงหน้าขาและขยับตัวลูกเบา ๆ หรือเมื่อลูกดื่มนมเสร็จแล้วให้นำมาอุ้มพาดบ่าลูบหลังเบาๆเพื่อให้ลูกผายลมหรือเรอออกมา เพื่อไล่ลมออกจากท้อง หากลูกของคุณมีอาการบิดตัวไปมาเวลาถ่าย อุจจาระที่ออกมาจะเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลออกแดง หรือเด็กบางคนอาจถ่ายเป็นเลือดปนออกมาด้วย นั่นแสดงว่าลูกของคนเริ่มมีอาการท้องผูก อาการท้องผูกนั้นมักจะเกิดกับเด็กที่เริ่มมีการเปลี่ยนอาหารหรือเด็กที่กินนมผง สำหรับเด็กที่กินนมแม่จะไม่ค่อยเกิดอาการท้องผูก สำหรับวิธีการแก้อาการท้องผูกนั้น ให้เด็กรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของกากใยอาหารสูง หรืออาจให้กินน้ำส้ม หรือน้ำพรุน เพื่อเป็นการเพิ่มกากใยอาหารและกระตุ้นการขับถ่ายให้เด็ก แต่สำหรับเด็กทารกที่มีอาการท้องผูกนั้นควรหยุดกินนมผงชนิดนั้นก่อนแล้วจึงปรึกษาแพทย์เพื่อหานมที่เหมาะสมต่อไป หากลูกของคุณมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำมากกว่าปกติ นั่นแสดงว่าลูกของคุณอาจมีอาการท้องเสีย...

30 Dec2019January 16, 2020
Post
ดูแลลูกน้อยอย่างไรดี เมื่อเข้าหน้าหนาว

ดูแลลูกน้อยอย่างไรดี เมื่อเข้าหน้าหนาว

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ สภาพอากาศในจังหวัดต่างๆเริ่มหนาวเย็นมากขึ้น ด้วยสภาพอากาศเช่นนี้ ก็อาจทำให้เด็กๆป่วยง่ายมากขึ้นเช่นกัน สาเหตุที่ทำให้เด็กป่วยหน้าหนาวนั้นเกิดจาก สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันร่างกายไม่สามารถที่จะปรับตามสภาพอากาศได้ทัน บวกกับเมื่ออากาศหนาวเย็นเชื้อไวรัสจะแพร่กระจายได้ดี นอกจากนี้อากาศที่หนาวเย็นยังไปกระตุ้นให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ต่างๆได้อีกด้วย  อย่าว่าแต่เด็กเลยค่ะขนาดผู้ใหญ่ยังปรับตัวไม่ค่อยจะทัน ดังนั้นผู้ปกครองจึงต้องดูแลสุขภาพลูกน้อยของเราให้ดี จะได้ไม่ป่วย ซึ่งวันนี้เราจะมีวิธีการดูแลสุขภาพลูกน้อยในหน้าหนาวมาฝากทุกคนค่ะ วิธีการดูแลสุขภาพลูกน้อย ในหน้าหนาว 1. รู้ทันโรคที่อาจเกิดกับลูกน้อยในหน้าหนาว – โรคไข้หวัดและโรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งในฤดูหนาวเชื้อไวรัสจะแพร่กระจายได้ดี การติดต่อของโรคนั้นง่ายมากเนื่องจากเชื้อโรคลอยอยู่ในอากาศ การติดต่อผ่านทางการหายใจ การกิน เมื่อมีผู้ได้รับเชื้อไอหรือจามในที่สาธารณะเชื้อก็จะอยู่ในอากาศ เมื่อมีผู้มาสัมผัสก็จะเกิดโรคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่มีภูมิต้านทานต่ำจะติดเชื้อโรคได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ – โรค RSV RSV ก็คือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กเชื้อไวรัสRSVจะทำให้เกิดโรคปอดติดเชื้อ ปอดอักเสบ – โรคปอดบวม โรคปอดบวมเกิดได้จากทั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย การติดต่อสามารถติดต่อได้ปาก จมูกและตา เชื้อจะลอยอยู่ในอากาศเมื่อมีผู้ป่วยไอจาม เด็กก็จะได้รับเชื้อโรค ส่วนใหญ่จะพบมากในเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า4ปี -โรคมือ เท้า ปาก โรคมือ เท้า ปากนั้นเกิดจากเชื้อไวรัส โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดกับเด็กที่อยู่ในวัยอนุบาลเนื่องจากติดต่อกันได้ง่ายผ่านการไอ จาม การเล่นของเล่น การสัมผัสตัวกันซึ่งเด็กจะยังไม่รู้จักการป้องกัน จึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย – โรคหัด โรคหัดนั้นเกิดจากเชื้อไวรัสรูบิโอลา การติดต่อได้จากการหายใจ การไอจาม...

12 Dec2019December 12, 2019
Post
อุบัติเหตุ ของวัยเตาะแตะ หัวกระแทกพื้น แบบไหนที่อันตราย

อุบัติเหตุ ของวัยเตาะแตะ หัวกระแทกพื้น แบบไหนที่อันตราย

อุบัติเหตุ คำนี้เชื่อว่าไม่มีใครอยากได้ยิน ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกน้อยแล้ว หัวใจของคนเป็นแม่ต้องเจ็บปวดไม่แพ้ลูกน้อยแน่ๆเลยค่ะ วัยเตาะแตะที่พูดถึงเป็นวัยที่กำลังหัดเดิน เริ่มเดินได้ ตามพัฒนาการจึงมีความอยากรู้ อยากเห็น อยากลอง อยากจับ อยากเล่น กับสิ่งที่อยู่รอบๆตัว  บางครั้งการที่เด็กเกิดอุบัติเหตุบ้างจึงเป็นเรื่องปกติ  แต่บางครั้งปู่ย่าตายายไม่เข้าใจถึงการเกิดอุบัติเหตุของหลานก็เป็นเหตุที่ต้องดุด่าคนเป็นพ่อแม่ได้ เราคนเป็นพ่อแม่ก็ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น  อุบัติเหตุหัวกระแทกพื้นสำหรับเด็กน้อยนั้นเชื่อว่าพ่อแม่บางคนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ความจริงแล้วหัวกระแทกพื้นของเด็กน้อยนั้นจะเป็นเรื่องปกติหรือเรื่องไม่ปกติ    อุบัติเหตุ ของเด็กเล็ก อันตรายแบบไหน เราลองมาอ่านกัน 1.การตกหัวกระแทกพื้นจากที่สูงมากๆความสูงสูงกว่าตัวเด็ก ซึ่งถือว่าเป็นความสูงที่สูงมาก เด็กตัวเล็กและหัวกะโหลกบางส่วนยังปิดไม่มิด จึงอาจจะทำให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อสมองได้ 2.หัวกระแทกกับพื้นที่มีความแข็ง  เช่น ลูกน้อยล้มแล้วหัวกระแทกกับพื้นปูนของบ้านหรือขอบถนน นอกจากอาจจะมีแผลแตกแล้ว อาจเกิดเลือดออกในสมองที่เกิดจากการกระแทกของแข็งก็เป็นได้ 3.หัวกระแทกกับขอบเหลี่ยมที่แหลมและคม  ไม่ว่าจะเป็นขอบเหลี่ยมของตู้ โต๊ะ เก้าอี้ หรืออื่นๆที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน  หัวของลูกอาจจะมีแผลฉีกขาดทันที และส่วนมากจะเป็นหัวส่วนหน้าที่จะถูกกระแทก ผลที่อาจเกิดขึ้นตามมาคือ สมองส่วนหน้าของลูกน้อยอาจไดรับการกระทบกระเทือน 4.กระแทกไม่รุนแรงแต่เกิดบาดแผลที่ฉีกขาดลักษณะที่กว้าง  ลักษณะแผลที่กว้างไม่สามารถทิ้งไว้ให้แผลกลับมาติดกันเองได้  ควรพาลูกน้อยไปโรงพยาบาลทันทีเพื่อให้หมอทำการเย็บแผล ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้โดยเด็ดขาด จะทำให้แผลนั้นเกิดการติดเชื้อขึ้นมาได้ 5.เกิดการกระแทกแล้วมีบาดแผลที่เลือดไหลไม่หยุด  เมื่อเลือดไหลไม่หยุด เป็นอาการที่ทำให้เห็นว่า เส้นเลือดเส้นสำคัญอาจจะแตกได้ ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยการประคบเย็นแล้วพาลูกน้อยพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ลักษณะอาการที่กล่าวมานั้น หัวของลูกกระแทกพื้นแล้วมีอาการค่อนข้างรุนแรงตามที่กล่าวมา  จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ เป็นเรื่องผิดปกติที่พ่อแม่ควรพาลูกน้อยไปพบคุณหมอในทันที  หากลูกหัวกระแทกพื้นแล้วอาการโดยรวมปกติดี  ไม่มีบาดแผลใด หรือมีบาดแผลภายนอกเล็กน้อยเช่นอาการบวม เขียวซ้ำ พ่อแม่ก็ควรดูแลโดยการประคบเย็น หลังจากประคบเย็น20นาที แล้วก็ประคบอุ่น แผลของลูกที่บวมก็จะค่อยๆยุบลง  พ่อแม่ก็ไม่ควรวางใจว่าลูกจะไม่เป็นอะไร อาการหัวกระแทกพื้นของลูกอาจจะแสดงออกภายใน 24 ชั่วโมงด้วย พ่อแม่ก็ควรสังเกตลูกน้อยดังนี้ด้วย                                                   ภายในเวลา 24 ชั่วโมง...

11 Nov2019November 19, 2019
Post
เคล็ดลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่

เคล็ดลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่

คู่มือการตั้งครรภ์และลูกน้อยของคุณในฐานะ พ่อแม่มือใหม่ คุณจะต้องตั้งคำถามกับทุกสิ่งตั้งแต่การเริ่มต้นเลี้ยงลูกด้วยนมไปจนถึงการอาบน้ำให้ลูกน้อยและเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกและนี่คือคำแนะนำสั้นๆ เกี่ยวกับทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการดูแลลูกน้อยของคุณในช่วงสัปดาห์แรก ซึ่งอาจจะเหนื่อยล้าเสียหน่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักคุณก็จะมีความสุขกับการเลี้ยงลูก พ่อแม่มือใหม่ ควรศึกษาไว้ เพื่อที่จะเลี้ยงลูกน้อยอย่างถูกวิธี ทำความรู้จักกับลูกน้อย เราจะดูแลสายสะดือของทารกได้อย่างไร ทารกของเราเห็นได้มากแค่ไหน ทำไมอวัยวะสืบพันธุ์ของพวกเขาถึงบวม? ทารกแรกเกิดไม่ได้มาพร้อมกับคู่มือการใช้งานและคุณมีคำถามมากมายเกี่ยวกับพฤติกรรม ลักษณะที่ปรากฏของพวกเขา คุณจะพบคำตอบบางอย่างที่คุณต้องการเพื่อทำความรู้จักกับทารกแรกเกิดของคุณ การให้นมลูก หากคุณแม่ตัดสินใจที่จะให้ลูกน้อยด้วยนมแม่ นํ้านมจะเริ่มออกมาสม่ำเสมอขึ้น เมื่อนํ้านมแม่ที่ผลิตออกมาตรงกับความต้องการของลูก ค้นหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ: ให้นมบุตร: สองสามวันแรก บรรเทาอาการเจ็บหรือหัวนมแตก ลูกน้อยของคุณได้รับนมเพียงพอหรือไม่ การอาบน้ำลูกของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องอาบน้ำลูกน้อยในช่วงสองสามวันแรก อาจล้างหน้า คอ มือและก้นของพวกเขาอย่างระมัดระวังแทน  เลือกเวลาที่ลูกน้อยของคุณตื่นตัว ตรวจสอบให้แน่ใจว่าห้องนั้นอบอุ่นและเตรียมทุกอย่างไว้ล่วงหน้า คุณจะต้องใช้อ่างน้ำอุ่น ผ้าเช็ดตัว สำลี ผ้าอ้อมและหากจำเป็นให้ทำความสะอาดเสื้อผ้าด้วย ค้นหาวิธีการเลี้ยงและอาบน้ำให้ลูก วิธีเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกน้อย ทารกต้องการการเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ อย่าทิ้งไว้ในผ้าอ้อมเปียกหรือสกปรกนานเกินไป เพราะอาจมีแบคทีเรียทำให้ผิวหนังแพ้และนำไปสู่ผื่นผ้าอ้อม ค้นหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ: เปลี่ยนผ้าอ้อมของลูกน้อย วิธีป้องกันผื่นผ้าอ้อม ทารกร้องไห้ การร้องไห้เป็นวิธีที่ลูกน้อยบอกคุณว่าพวกเขาต้องการความสะดวกสบายและการดูแลเอาใจใส่ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคิดออกสิ่งที่พวกเขาต้องการ ค้นหาสาเหตุที่ลูกน้อยของคุณร้องไห้และวิธีการปลอบลูก ช่วยให้ลูกน้อยของคุณนอนหลับ เป็นเรื่องปกติที่เด็กทารกใหม่จะนอนเพียง 2 ถึง 3 ชั่วโมงต่อครั้ง ตลอดทั้งคืน เช่นเดียวกับในช่วงกลางวัน เหตุผลหนึ่งคือเด็กทารกแรกเกิดยังไม่สามารถปรับเวลากลางวันและกลางคืนwfh ทารกเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงแรกๆ และพวกเขามีกระเพราะเล็กมาก...