โรคมือเท้าปาก อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน

โดยปกติโรคนี้ไม่น่ากลัว และหายเองโดยไม่มีปัญหา วันนี้ผู้เชี่ยวชาญจะมาอธิบายว่า โรคมือเท้าปาก อาการ อาการเป็นแบบไหน และมีวิธีป้องกันอย่างไร? สาเหตุของโรคมือเท้าปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัสส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสสายพันธุ์คอกแซคกี (Coxsackie  Virus) ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนักและอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาะแทรกซ้อนได้ง่าย 

โรคมือเท้าปาก เกิดขึ้นกับใครได้บ้าง สาเหตุเกิดจากอะไร ป้องกันได้อย่างไร

หลังจากที่ได้ยินเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัส จากลูกชายของนักร้อง Pink โนอาห์ ซินเดอร์การ์ด รวมถึงมหาวิทยาลัยในเครือที่รายงานการระบาดของโรคนี้เมื่อเร็วๆนี้ พ่อแม่ไม่ต้องแปลกใจเกี่ยวกับการวินิจฉัยของไวรัสสายพันธุ์คอกแซคกี (Coxsackie  Virus)

แต่กุมารแพทย์แห่งนิวยอร์ก Deena Blanchard กล่าวว่าผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก “ โดยพื้นฐานแล้วมันเป็นไวรัสที่ไม่น่ากลัว และไม่รุนแรง อาการจะคล้ายๆกับไข้หวัด 

นี่สาเหตุและวิธีป้องกันรักษา

1. ความแตกต่างระหว่างไวรัสคอกซากีกับโรคมือเท้าและปากคืออะไร?

ไวรัสคอกแซคกี นั้นมีความรุนแรงหรืออาจทำให้เกิดอาการหลายอย่าง เช่นมีไข้เ จ็บคอ หงุดหงิดปวดศีรษะ ปวดท้อง ไม่สบายหรือคลื่นไส้ โรคมือเท้าและปาก – เป็นกลุ่มอาการหนึ่งของโรคติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส อาการป่วย ได้แก่ มีไข้ มีจุดหรือผื่นแดงอักเสบในปาก มักพบที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม และเกิดผื่นแดง

2. อาการของโรคมือเท้าและปากมีอะไรบ้าง

อาการของเด็กที่เป็นโรคมือ-เท้า-ปาก มักเริ่มด้วยอาการไข้เ จ็บปากกินอะไรไม่ค่อยได้ น้ำลายไหล เพราะมีแผลในปากเหมือนแผลร้อนในและมีผื่นเป็นจุดแดง หรือเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจมีตามลำตัว แขน ขาได้  ” โดยทั่วไปแล้วพวกเขาจะไม่ค่อยรำคาญเท่าไหร่ แม้ว่าพวกเขาอาจจะคันเล็กน้อยสำหรับเด็กโต” Blanchard กล่าว

3. โรคมือเท้าปากเป็นอย่างไร? ผู้ใหญ่สามารถเป็นโรคมือเท้าและปากได้หรือไม่?

โรคมือเท้าปากเป็นมากในเด็กเล็ก แต่สามารถพบได้ในเด็กโตและวัยผู้ใหญ่ โดยที่อาการของโรคมือเท้าปากในเด็กที่โตกว่าหรือในผู้ใหญ่จะไม่รุนแรงเท่าในเด็กเล็ก แต่อาจมีบางกรณีที่ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรง Blanchard กล่าว จากรายงานของ American Academy of Pediatrics โดยเชื้อไวรัสเหล่านี้จะสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการปนเปื้อนอยู่ในของเหลวในร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อ เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ของเหลวในแผลหนอง อุจจาระ และของเหลวที่ออกมาจากการไอ

4. การรักษาโรคมือเท้าปากที่ดีที่สุดคืออะไร

หลักการรักษาเป็นการรักษาตามอาการ ควรพักผ่อนให้มากๆและยังไม่ควรที่จะไปโรงเรียนจนกว่าจะหายดี ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ พ่อแม่ควรพาลูกที่ป่วยไปพบแพทย์ทันที หากพบว่าเป็นโรคนี้ควรให้การรักษาตามคำแนะนำของแพทย์  Blanchard แนะนำการใช้ยา เช่น ibuprofen ( ไอบิวพรอเฟิน เป็นยาแก้อักเสบปราศจากสเตียรอยด์ ) หรือ acetaminophen ( พาราเซตามอล หรือ อะเซตามีโนเฟน ) ซึ่งเป็นยาพื้นฐานที่มักใช้เพื่อบรรเทาไข้ รวมถึงเน้นให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อลดอาการขาดน้ำ

5. ไวรัสทำให้เล็บมือเล็บเท้าหลุด  ได้ไหม

แม้ว่ามันจะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่ไวรัสก็สามารถหยุดหรือชะลอการเติบโตของเล็บได้ ดังนั้นคุณอาจเห็นเล็บมือเล็บเท้าของเด็กหลุดได้  “ มันช่างน่ารำคาญมาก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ” Blanchard กล่าวว่า ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปอีกประการหนึ่งคือ การพบเด็กมีเล็บมือเล็บเท้าหลุดออกไปหลัง 2-3 สัปดาห์ จากการป่วยด้วยโรคมือเท้าปาก แต่เล็บเหล่านั้นก็จะงอกกลับขึ้นมาใหม่ในภายหลังโดยไม่ต้องใช้การรักษาใดๆ ซึ่งสามารถหาครีมบำรุงเล็บ ที่มีขายตามเคาน์เตอร์ยาทั่วไปได้

6. เมื่อไรที่ฉันควรเข้ารับการรักษาต่อไป

ส่วนใหญ่โรค มือ เท้า และปาก การป้องกันที่สำคัญคือการพักผ่อนให้เพียงพอและการรักษาความสะอาดร่างกาย แต่ Blanchard กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคมือ เท้า ปาก มักประสบปัญหาภาวะขาดน้ำ เพราะการป่วยทำให้เกิดแผลอักเสบภายในปากและลำคอ ทำให้กลืนลำบาก สร้างความเจ็บปวดขณะกลืนน้ำหรือทานอาหาร ซึ่งในช่วงที่เด็กไม่สามารถทานอะไรได้ คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องทำจิตใจให้เข้มแข็งมากๆ ที่จะดูแลเขา สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดอย่างหนึ่งเมื่อเด็กเป็นโรคนี้ คือ เขาจะไม่ยอมกินอะไรเพราะเจ็บแผลในปาก ฉะนั้นควรเน้นให้เด็กกินอาหารที่เป็นของเหลวและต้องมีความเย็น รวมถึงเน้นให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อลดอาการขาดน้ำ หากเด็กไม่สามารถกินอะไรได้เลยก็ต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อให้น้ำเกลือโดยด่วน

7. ลูกของฉันสามารถไปโรงเรียนได้เมื่อใด

ลูกของคุณสามารถไปโรงเรียนได้จนกว่าจะหายดี ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง และมีบาดแผลไม่มากนัก แต่ถ้าเด็กยังมี “บาดแผลเปิดกว้าง” ควรรอจนกว่าแผลเหล่านั้นจะแห้งและตกสะเก็ด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้  

ผู้ป่วยที่เป็น โรคมือเท้าปาก เป็นช่วงที่มีอัตราการระบาดของโรคนี้สูง สามารถติดต่อโดยการสัมผัสทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ควรหมั่นทำความสะอาดร่างกายทุกครั้ง และควรระมัดระวังในความสะอาด และสิ่งของทุกๆ อย่างที่เด็กอาจเอาเข้าปาก ไม่ให้เด็กใช้ของเล่นที่อาจปนเปื้อนน้ำลาย หรืออุปกรณ์การรับประทานร่วมกัน และล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง

Leave a Reply

Your email address will not be published.