รับมือให้ทันโรค อุจจาระร่วงเฉียบพลัน จากเชื้อไวรัส

         ติดอันดับโรคฮิตของเด็ก ๆ กันอีกหนึ่งโรคกับโรค อุจจาระร่วงเฉียบพลัน จากเชื้อไวรัส ที่มักเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร และมักจะมาจากเชื้อไวรัสอย่าง Rotavirus, Norovirus ตามมาด้วยสาเหตุจากแบคทีเรียอย่างเช่น enterotoxogenic Escherichia coli, Salmonella แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยสาเหตุไหนคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเฝ้าระวังเด็ก ๆ ให้ปลอดภัยจากโรคนี้กันอยู่ดี

อุจจาระร่วงเฉียบพลัน เป็นง่าย ๆ ได้ทางปาก

เชื้อโนโรไวรัส ที่มักจะเป็นสาเหตุหลัก ๆ ของโรคนี้มักเข้าสู่ร่างกายเด็ก ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านทางอาหารการกิน น้ำดื่ม หรือเข้ามาสู่ร่างกายทางปากนั่นเอง รวมทั้งการไปสัมผัสกับพื้นผิวที่มาการปนเปื้อนอย่างเช่น ช้อน ส้อม จาน ชาม หรือการดูดนิ้วที่เด็ก ๆ หลายคนมักจะติดนั่นเอง

โดยเจ้าเชื้อตัวนี้มีความสามารถทั้งทำให้กระเพาะอักหรือว่าจะลามไปทำให้ลำไส้อักเสบได้ในเวลาเดียวกันเลยทีเดียว
         ใครที่เริ่มจะโดนโรคนี้เล่นงานเข้าล่ะก็จะมาพร้อมกับอาการอาเจียน และถ่ายเหลวอย่างสังเกตได้ชัด และเกิดขึ้นอย่างฉับพลันใน 24-48 ชั่วโมง แน่นอนว่าจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ควรพาเด็ก ๆ เข้าไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อป้องกันผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะตามมา

ถ้าเกิดเป็นขึ้นมาจะแสดงอาการอะไรบ้าง?
       
อาการที่จะแสดงออกอย่างฉับพลันและสังเกตเห็นได้ชัดเจนนั่นก็คือ คลื่นไส้ อาจเจียน อยู่ในระดับที่รุนแรง ถ่ายเหลวเป็นน้ำอย่างต่อเนื่อง เด็ก ๆ รู้สึกปวดท้อง มีไข้ต่ำ ๆ มาร่วมด้วยซึ่งยิ่งทำให้อ่อนเพลีย ปวดศรีษะ เมื่อย 

นี่คืออาการขั้นต้นที่อาจยังพอประคับประคองรอดูอาการที่บ้านกันได้แต่ถ้าเกิดว่าอาการเริ่มรุนแรงอย่างเช่น ถ่ายเหลวมาก อาเจียนเยอะ ดื่มน้ำเข้าไปก็ไม่ได้ ซึ่งจะค่อย ๆ ทำให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะขาดน้ำ ตัวอุจจาระเองนอกจากจะเหลวแล้วยังมีมูกเลือดปนออกมาด้วย ไข้เริ่มสูงกว่า 39 องศาฯ ปวดท้องและเมื่อลองกดก็มีอาการเจ็บร่วมด้วย ควรรีบพาไปพบแพทย์เพราะอาจมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ร่วมอยู่ด้วยทั้ง ติดเชื้อในกระแสเลือด ซึม ชีพจรไม่ปกติ มือเท้าเย็น 

การรักษาโรคนี้จะเป็นอย่างไร?

ต้องบอกเลยว่าในตอนนี้ก็ยังไม่มียาที่ใช้ในการกำจัดไวรัสตัวร้ายนี้แบบตรง ๆ การรักษาในโรคนี้จึงเรียกว่าเหมือนเป็นการประคับประคองเสียมากกว่า อาการโดยรวมจะเริ่มดีขึ้นหลังผ่านไปประมาณ 3-7 วัน 
         การดูแลขั้นพื้นฐานคือ การหมั่นให้เด็กได้จิบเกลือแร่บ่อย ๆ ทดแทนการเสียน้ำ ทานอาหารอ่อน ๆ ไม่ต้องทานเยอะแต่ให้ทานบ่อย ๆ รักษากันไปตามอาการ อย่างเช่น ปวดท้องกินยาแก้ปวด อาเจียนกินยาแก้อาเจียน เป็นต้น

เด็กวัยไหนที่มีความไวในการรับเชื้อนี้มากที่สุด
       
เด็กอายุ 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี มักจะมีความไวต่อการรับเชื้อมากที่สุดเพราะแน่นอนว่าภูมิคุ้มกันของเขายังไม่ค่อยแข็งแรงมากเท่าไรนักนั่นเอง
         ซึ่งส่วนใหญ่เด็ก ๆ ที่เริ่มเข้าสู่วัย 3 ขวบนั้นจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันไวรัสตัวนี้กันแล้ว แต่ถ้าเด็กเกิดป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องล่ะก็ถือว่ายังมีความเสี่ยงที่จะติดโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน

เมืองไทยเราเป็นเมืองที่เชื้อไวรัสที่ทำให้ท้องร่วงแพร่กระจายอยู่มาก การดูแลความสะอาดและหมั่นพาลูกน้อยไปตรวจสุขภาพเสมอจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และหากลูกเริ่มโตการสอนเรื่องความสะอดาและการดูแลตัวเองก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเช่นเดียวกันเพื่อให้เขาห่างไกลจากโรคภัยต่าง ๆ มากขึ้นนั่นเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published.